18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

โปรตุเกสเฉือนโครเอเชีย 2-1 ดราม่า VAR ท้ายเกม ลิ่วรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

โปรตุเกสผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 หลังเฉือนชนะโครเอเชีย 2-1 ในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่เต็มไปด้วยดราม่า VAR โครเอเชียขึ้นนำก่อนจาก Ivan Perisic แต่โปรตุเกสกลับมาได้จากจุดโทษของ Cristiano Ronaldo และประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ Goncalo Ramos ก่อนเตรียมพบสเปนในรอบต่อไป
โปรตุเกสเฉือนโครเอเชีย 2-1 ดราม่า VAR ท้ายเกม ลิ่วรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

โปรตุเกสผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ หลังเอาชนะโครเอเชีย 2-1 ในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่เต็มไปด้วยจังหวะสำคัญตั้งแต่นาทีแรกจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บยาว 19 นาที เกมนี้ไม่ได้มีเพียงประตูพลิกสถานการณ์เท่านั้น แต่ยังมีทั้งลูกยิงชนคาน จุดโทษจาก VAR ประตูถูกริบจากจังหวะล้ำหน้า และประตูตีเสมอช่วงท้ายที่ถูกยกเลิกหลังผู้ตัดสินเช็กภาพช้า

ครึ่งแรกโปรตุเกสครองบอลมากกว่าและสร้างแรงกดดันต่อเนื่องจาก Bruno Fernandes, Vitinha, Joao Cancelo, Rafael Leao และ Nuno Mendes แต่ยังขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย ขณะที่โครเอเชียมีโอกาสทองจาก Ante Budimir ตั้งแต่นาที 10 แต่โหม่งข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนที่ครึ่งหลังเกมจะเปิดหน้าแลกกันมากขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่มีดราม่าหนักที่สุดของรอบน็อกเอาต์

ครึ่งแรก โปรตุเกสกดดันหนักแต่ยังเจาะไม่เข้า

เริ่มเกมมาเพียงนาที 3 โครเอเชียมีโอกาสลุ้นก่อนจาก Ante Budimir ที่เก็บบอลได้แล้วยิงจากระยะกลาง แต่บอลเบาเกินไปและ Diogo Costa รับไว้ได้ จากนั้นโปรตุเกสตอบโต้ทันที นาที 4 Bruno Fernandes ได้ยิงจากหน้าเขตโทษไปทางมุมล่างซ้าย แต่ Dominik Livakovic ยังเซฟไว้ได้ ก่อนที่บอลจังหวะสองจะเข้าทาง Bruno Fernandes อีกครั้ง ทว่าถูกแนวรับโครเอเชียบล็อกไว้ได้ทัน

โปรตุเกสเริ่มตั้งเกมได้ชัดเจนขึ้น นาที 7 Joao Cancelo ได้ยิงจากนอกกรอบแต่บอลข้ามคานออกไป ต่อด้วยจังหวะครอสของ Rafael Leao ที่ถูก Livakovic ชกออกหลังเป็นเตะมุม ขณะที่โครเอเชียมีจังหวะน่าเสียดายมากในนาที 10 เมื่อ Ante Budimir ได้โหม่งโล่ง ๆ ในเขตโทษ แต่บอลเหินข้ามคานไปแบบไม่ได้ลุ้น ทั้งที่เป็นหนึ่งในโอกาสดีที่สุดของทีมในครึ่งแรก

นาที 13 Cristiano Ronaldo รับหน้าที่ยิงฟรีคิกระยะกลาง แต่บอลติดกำแพง ก่อนที่โปรตุเกสจะเดินเกมรุกต่อเนื่องจากลูกตั้งเตะ นาที 16 Renato Veiga ได้โหม่งจากจังหวะเตะมุม แต่บอลข้ามคานออกไป จากนั้นนาที 17 Ruben Dias กลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่โดนใบเหลือง หลังเข้าสกัดหนักใส่คู่แข่ง ทำให้เขาต้องเล่นด้วยความระมัดระวังมากขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เหลือ

ช่วงกลางครึ่งแรกโปรตุเกสครองบอลเหนือกว่าอย่างชัดเจน โดยนาที 36 สัดส่วนการครองบอลอยู่ที่ 69% ต่อ 31% แต่โครเอเชียยังรักษารูปทรงเกมรับได้ดี นาที 23 Nuno Mendes เปิดบอลเข้าเขตโทษแต่ถูกเคลียร์ นาที 24 Joao Neves ได้ยิงจากจังหวะต่อเนื่องหลังเตะมุม แต่ซัดข้ามคานออกไป ขณะที่ฝั่งโครเอเชียมี Martin Baturina ได้ยิงจากนอกกรอบนาที 28 แต่ถูกบล็อกเอาไว้

ท้ายครึ่งแรกโปรตุเกสยังพยายามเร่งเกม นาที 34 Bruno Fernandes จ่ายบอลเข้าเขตโทษแต่แนวรับโครเอเชียเคลียร์ออกไป ก่อนที่ Nuno Mendes จะได้ยิงไกลจากหน้าเขตโทษแต่ติดบล็อก นาที 40 Vitinha เปิดบอลเข้าพื้นที่สุดท้ายจนโปรตุเกสได้เตะมุมอีกครั้ง แต่จังหวะเปิดของ Bruno Fernandes ยังถูกแนวรับโครเอเชียจัดการได้ดี ช่วงทดเวลา Rafael Leao มีโอกาสยิงจังหวะแรกในเขตโทษนาที 45+1 แต่บอลข้ามคานออกไป ครึ่งแรกจึงจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ภาพรวมของเกมช่วง 45 นาทีแรกยังใกล้เคียงกับสิ่งที่ถูกพูดถึงใน วิเคราะห์ก่อนเกม โปรตุเกส พบ โครเอเชีย เพราะโปรตุเกสเป็นฝ่ายครองบอลและเร่งเกมจากริมเส้น ขณะที่โครเอเชียยืนระยะด้วยเกมรับและรอจังหวะเปลี่ยนเกมกลับไปเล่นสวนเร็ว 

ครึ่งหลัง โครเอเชียขึ้นนำจาก Ivan Perisic

เริ่มครึ่งหลังโครเอเชียเปลี่ยนตัวทันที โดยส่ง Igor Matanovic ลงมาแทน Ante Budimir เพื่อเพิ่มความสดในแดนหน้า และการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกมรุกของโครเอเชียมีพลังมากขึ้น นาที 48 Mateo Kovacic ลากบอลเข้าเขตโทษก่อนยิงไปทางมุมล่างซ้าย แต่ Diogo Costa อ่านทางดีและรับไว้ได้ จากจังหวะต่อเนื่องโครเอเชียได้เตะมุม และเริ่มสร้างแรงกดดันใส่โปรตุเกสมากขึ้น

นาที 49 Nikola Vlasic ได้โอกาสปั่นบอลจากหน้าเขตโทษ บอลโค้งหลุดเสาซ้ายออกไปไม่มาก ก่อนที่นาที 53 โครเอเชียจะได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ Josip Stanisic วางบอลลอยเข้าเขตโทษให้ Ivan Perisic หลุดไปยิงอย่างเฉียบขาด บอลพุ่งเสียบมุมล่างขวา ทำให้โครเอเชียขึ้นนำและบังคับให้โปรตุเกสต้องเปิดเกมรุกมากกว่าเดิม

หลังเสียประตู โปรตุเกสพยายามตอบโต้ทันที แต่นาที 56 โครเอเชียเกือบได้ประตูเพิ่มจาก Igor Matanovic ที่ส่งบอลเข้าประตูได้ แต่ถูกจับล้ำหน้าไปก่อน จากนั้นนาที 58 โปรตุเกสเกือบตีเสมอจาก Rafael Leao ที่รับบอลแล้วซัดจากหน้าเขตโทษ บอลพุ่งชนคานอย่างจัง เป็นจังหวะที่ใกล้เคียงที่สุดของโปรตุเกสในช่วงต้นครึ่งหลัง

นาที 59 โครเอเชียมีโอกาสทองอีกครั้ง Petar Sucic ได้ยิงในเขตโทษไปทางมุมล่างซ้าย แต่ Diogo Costa โชว์เซฟสำคัญช่วยให้โปรตุเกสยังไม่เสียประตูที่สอง ในจังหวะเดียวกัน Luka Modric โดนใบเหลืองจากการทำฟาวล์ ก่อนที่เกมจะเข้าสู่ช่วง VAR ต่อเนื่อง ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแมตช์นี้

VAR เปลี่ยนเกม Ronaldo ยิงจุดโทษพาโปรตุเกสตีเสมอ

นาที 61 โปรตุเกสส่งบอลเข้าประตูได้จาก Cristiano Ronaldo แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า ก่อนที่ผู้ตัดสิน Espen Eskas จะเช็ก VAR และยืนยันว่าเป็นลูกล้ำหน้า ทำให้โปรตุเกสพลาดโอกาสตีเสมอ จากนั้น Roberto Martinez ปรับเกมรุกครั้งใหญ่ในนาที 62-63 โดยส่ง Bernardo Silva, Francisco Conceicao, Nelson Semedo และ Goncalo Ramos ลงสนามแทน Vitinha, Pedro Neto, Bruno Fernandes และ Joao Cancelo

นาที 64 โปรตุเกสเรียกร้องจุดโทษจากจังหวะในเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินปล่อยให้เล่นต่อในตอนแรก ก่อนที่นาที 65 จะมีสัญญาณ VAR เพื่อกลับไปตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และนาที 67 ผู้ตัดสินตัดสินให้เป็นจุดโทษแก่โปรตุเกส Cristiano Ronaldo รับหน้าที่สังหาร และนาที 68 เขายิงนิ่ง ๆ รอให้ Dominik Livakovic ขยับก่อนแล้วแปเข้ากลางประตู ตีเสมอให้โปรตุเกสเป็น 1-1

หลังสกอร์กลับมาเท่ากัน เกมเปิดมากขึ้นอย่างชัดเจน โครเอเชียเปลี่ยน Mario Pasalic ลงมาแทน Martin Baturina ในนาที 68 จากนั้นนาที 69 มีช่วงพักดื่มน้ำ ก่อนที่โครเอเชียจะกลับมาสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง นาที 75 Mateo Kovacic ลากบอลขึ้นมาด้วยตัวเองก่อนยิงชนเสาขวาอย่างน่าเสียดาย และในนาทีเดียวกันเขายิงอีกครั้งจากระยะกลาง แต่ Diogo Costa ยืนตำแหน่งดีและรับไว้ได้

นาที 77 โครเอเชียเกือบขึ้นนำอีกครั้งจาก Igor Matanovic ที่ยิงระยะใกล้ แต่ Diogo Costa เซฟสำคัญช่วยโปรตุเกสไว้ได้อีกครั้ง ต่อมานาที 80 Petar Sucic ส่งบอลเข้าประตูได้ แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า และนาที 82 VAR ยืนยันว่าเป็นลูกล้ำหน้า ทำให้ประตูของโครเอเชียถูกยกเลิกเป็นครั้งที่สองในครึ่งหลัง

Goncalo Ramos ยิงท้ายเกม โปรตุเกสพลิกนำ 2-1

นาที 81 โปรตุเกสเปลี่ยนตัวเพิ่มเติม โดย Cristiano Ronaldo ออกจากสนาม และ Ruben Neves ลงมาแทน เพื่อปรับสมดุลแดนกลางในช่วงท้ายเกม แม้เสีย Ronaldo ไปจากแดนหน้า แต่โปรตุเกสยังมี Goncalo Ramos เป็นตัวจบสกอร์คนสำคัญ และเขากลายเป็นผู้เล่นที่สร้างความแตกต่างในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

นาที 86 โปรตุเกสได้เตะมุมจากจังหวะที่ Francisco Conceicao พยายามจ่ายเข้าเขตโทษแต่ถูกสกัดออกหลัง นาที 87 Renato Veiga ได้ขึ้นโหม่งแต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไป ขณะที่โครเอเชียตอบโต้ในนาที 88 จาก Mario Pasalic ที่ได้โหม่งบริเวณกรอบหกหลา แต่บอลเบาและหลุดเสาขวาไปแบบไม่ได้ลุ้น

ผู้ตัดสินชูป้ายทดเวลา 10 นาทีในนาที 90 และเกมยังไม่จบง่าย ๆ นาที 90+1 Ruben Dias ได้โหม่งจากลูกเตะมุม แต่บอลลอยข้ามคานออกไป ก่อนที่นาที 90+4 โปรตุเกสจะได้ประตูสำคัญจากจังหวะที่ Rafael Leao เปิดบอลลอยเข้าเขตโทษให้ Goncalo Ramos โฉบมาโหม่งระยะใกล้ บอลผ่าน Dominik Livakovic เข้าไปทางฝั่งขวาของประตู โปรตุเกสพลิกนำ 2-1 ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของเกม

โครเอเชียพยายามแก้เกมทันที โดยก่อนหน้านั้นนาที 90+2 ส่ง Josko Gvardiol ลงมาแทน Nikola Vlasic และนาที 90+6 ส่ง Andrej Kramaric ลงมาแทน Mateo Kovacic เพื่อเพิ่มตัวรุกในช่วงท้าย นาที 90+8 Ivan Perisic รับใบเหลือง ก่อนที่โครเอเชียจะเดินหน้าบุกเต็มกำลังเพื่อหาประตูตีเสมอ

ดราม่าทดเจ็บ โครเอเชียยิงเข้าแต่ VAR ริบประตู

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บกลายเป็นช่วงที่เข้มข้นที่สุดของเกม นาที 90+9 โครเอเชียได้เตะมุมหลัง Ivan Perisic พยายามแทงบอลเข้าเขตโทษแต่ถูกบล็อก จากนั้นนาที 90+12 Francisco Conceicao มีโอกาสฝังเกมให้โปรตุเกส แต่ยิงโค้งหลุดเสาซ้ายออกไป ทำให้โครเอเชียยังมีโอกาสกลับมาในช่วงเวลาที่เหลือ

นาที 90+13 โครเอเชียส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้จากจังหวะที่ Mario Pasalic จ่ายให้ Josko Gvardiol ได้ยิงจ่อ ๆ เข้าไป ตอนแรกสกอร์ดูเหมือนจะกลับมาเป็น 2-2 และผู้เล่นโครเอเชียเริ่มฉลอง แต่ผู้ตัดสิน Espen Eskas ได้รับสัญญาณให้เช็ก VAR เพื่อตรวจสอบจังหวะล้ำหน้าในจังหวะขึ้นเกม

นาที 90+16 ผู้ตัดสินกลับมาจากการดู VAR และตัดสินไม่ให้ประตูของโครเอเชีย เนื่องจากมีจังหวะล้ำหน้าในจังหวะก่อนหน้า ทำให้สกอร์ยังเป็นโปรตุเกสขึ้นนำ 2-1 และสร้างความผิดหวังอย่างหนักให้ผู้เล่นโครเอเชีย หลังจากนั้นเกมดำเนินต่อไปจนถึงนาที 90+19 ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่านกหวีดจบการแข่งขัน

สรุปผลการแข่งขัน

โปรตุเกส 2-1 โครเอเชีย

ผู้ทำประตู
โครเอเชีย: Ivan Perisic 53′
โปรตุเกส: Cristiano Ronaldo 68′ จุดโทษ, Goncalo Ramos 90+4′

ประตูที่ถูกยกเลิก
โปรตุเกส: Cristiano Ronaldo 61′ ล้ำหน้า
โครเอเชีย: Igor Matanovic 56′ ล้ำหน้า
โครเอเชีย: Petar Sucic 80′ ล้ำหน้า
โครเอเชีย: Josko Gvardiol 90+13′ ถูก VAR ริบประตูจากจังหวะล้ำหน้า

ใบเหลือง
โปรตุเกส: Ruben Dias 17′
โครเอเชีย: Luka Modric 59′, Ivan Perisic 90+8′

บทสรุป

เกมนี้เป็นแมตช์ที่สะท้อนความเข้มข้นของรอบ 32 ทีมสุดท้ายได้ชัดเจน โปรตุเกสเริ่มต้นด้วยการครองบอลเหนือกว่า แต่กลับต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อนจากประตูของ Ivan Perisic ก่อนที่ VAR จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนจังหวะของเกม ทั้งการยกเลิกประตู การให้จุดโทษ และการริบประตูตีเสมอของโครเอเชียในช่วงท้าย

โปรตุเกสผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยชัยชนะที่ต้องใช้ทั้งคุณภาพเกมรุก ความนิ่งของ Cristiano Ronaldo ในจุดโทษ การเปลี่ยนเกมของตัวสำรอง และประตูสำคัญจาก Goncalo Ramos ส่วนโครเอเชียต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลก 2026 ด้วยความเจ็บปวด หลังส่งบอลเข้าประตูหลายครั้งแต่ถูกจับล้ำหน้า และพลาดโอกาสกลับมาในช่วงท้ายจากการตัดสินของ VAR