
อังกฤษคว้าอันดับสามในศึก ฟุตบอลโลก 2026 หลังเอาชนะฝรั่งเศส 6-4 ในเกมที่เต็มไปด้วยประตูและการพลิกสถานการณ์ตลอด 90 นาที อังกฤษออกนำถึงสี่ประตูตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนที่ฝรั่งเศสจะกลับมาไล่กดดันอย่างหนักในครึ่งหลังจนช่องว่างเหลือเพียงประตูเดียว
Bukayo Saka กลายเป็นผู้เล่นโดดเด่นที่สุดของอังกฤษด้วยการทำแฮตทริก ขณะที่ Declan Rice, Ezri Konsa และ Jude Bellingham ช่วยกันทำคนละหนึ่งประตู ส่วนฝรั่งเศสได้ Kylian Mbappe ยิงสองประตู พร้อมผลงานจาก Bradley Barcola และ Ousmane Dembele แต่ยังไม่เพียงพอต่อการพลิกกลับมาคว้าชัย
ก่อนการแข่งขัน วิเคราะห์ก่อนเกม ฝรั่งเศส พบ อังกฤษ ให้น้ำหนักฝรั่งเศสเป็นฝ่ายมีโอกาสชนะมากกว่า จากเกมรับ การเปลี่ยนจังหวะสวนกลับ และประสิทธิภาพของ Kylian Mbappe ขณะที่อังกฤษถูกมองว่ายังมีจุดเสี่ยงจากการเสียประตูต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันกลับเดินไปอีกทาง เมื่ออังกฤษใช้จุดแข็งจากลูกตั้งเตะ การครอส และการเคลื่อนที่ในกรอบเขตโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความได้เปรียบถึงสี่ประตูตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนต้านการไล่กลับของฝรั่งเศสและคว้าอันดับสามไปครอง
อังกฤษเปิดเกมดุดัน Rice ยิงไกลพาทีมนำอย่างรวดเร็ว
ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มการแข่งขัน แต่กลับเป็นอังกฤษที่สร้างอันตรายได้ก่อน Marcus Rashford พยายามเปิดบอลเข้าเขตโทษตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนที่แนวรับฝรั่งเศสจะช่วยกันสกัดออกไปได้
เกมดำเนินถึงนาทีที่ 3 อังกฤษออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ Declan Rice ได้พื้นที่บริเวณนอกกรอบเขตโทษ ก่อนตัดสินใจยิงไกลเต็มแรง บอลพุ่งเสียบมุมขวาล่างอย่างเฉียบขาด Mike Maignan ทำได้เพียงมองบอลเข้าไปในประตู
ฝรั่งเศสพยายามตอบโต้ทันที นาทีที่ 6 Kylian Mbappe รับบอลภายในกรอบเขตโทษและหาช่องยิง แต่ถูกแนวรับอังกฤษเข้ามาบล็อกไว้ได้ ขณะที่อังกฤษยังคงสร้างโอกาสอย่างต่อเนื่องจาก Rashford และ Eberechi Eze แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่ผ่านแนวรับฝรั่งเศส
นาทีที่ 11 ฝรั่งเศสมีโอกาสใกล้เคียงที่สุดในช่วงต้นเกม เมื่อ Rayan Cherki เก็บบอลจากจังหวะกระดอนบริเวณหน้าเขตโทษ ก่อนยิงตรงกรอบ แต่ Dean Henderson ยังอ่านทางได้ดีและรับบอลเอาไว้ได้
หนึ่งนาทีต่อมา Bukayo Saka ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้สำเร็จ แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า ทำให้อังกฤษยังไม่ได้ประตูที่สอง
Konsa โขกจากลูกเตะมุม อังกฤษหนีห่างสองประตู
อังกฤษยังคงโจมตีพื้นที่แนวรับฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง นาทีที่ 18 Saka ได้บอลในกรอบเขตโทษและพยายามยิง แต่ถูกแนวรับบล็อกออกหลัง ส่งผลให้อังกฤษได้ลูกเตะมุม
Declan Rice รับหน้าที่เปิดบอลเข้าไปกลางเขตโทษ ก่อนที่ Ezri Konsa จะขึ้นโหม่งส่งบอลลงพื้นเสียบมุมขวาล่าง ทำให้อังกฤษขยับหนีเป็น 2-0
แม้สกอร์ตามหลัง แต่ฝรั่งเศสยังไม่ยอมถอย นาทีที่ 22 Mbappe ได้บอลบริเวณนอกกรอบเขตโทษ ก่อนยิงเต็มแรง บอลพุ่งเฉียดเสาขวาออกไปเพียงเล็กน้อย
หลังผ่านช่วงพักดื่มน้ำ ฝรั่งเศสพยายามครองบอลและต่อเกมผ่าน Michael Olise กับ Mbappe แต่แนวรับอังกฤษยังยืนตำแหน่งได้อย่างมีระเบียบและตัดบอลในพื้นที่สุดท้ายได้หลายครั้ง
นาทีที่ 28 Mbappe เกือบหลุดเข้าไปอยู่ในตำแหน่งอันตราย แต่ถูกจับล้ำหน้า ก่อนที่ฝรั่งเศสจะมีโอกาสอีกครั้งในนาทีที่ 35 เมื่อ Mbappe รับบอลในกรอบเขตโทษและยิงไปทางด้านขวาของประตู ทว่า Henderson ยังป้องกันเอาไว้ได้
Saka ยิงสองประตูรวด อังกฤษปิดครึ่งแรก 4-0
ช่วงท้ายครึ่งแรก อังกฤษเริ่มกลับมาสร้างแรงกดดันได้อีกครั้ง นาทีที่ 34 Rashford ยิงตรงกลางประตู แต่ Maignan ยังเซฟเอาไว้ได้
นาทีที่ 37 อังกฤษหนีเป็น 3-0 จากจังหวะต่อเนื่องภายในเขตโทษ Rashford ได้ยิงก่อนแต่ถูก Maignan ป้องกัน บอลยังไม่พ้นพื้นที่อันตรายและถูกส่งกลับมาให้ Saka ก่อนที่แนวรุกหมายเลข 7 จะยิงต่ำผ่านผู้รักษาประตูเข้าไป
ฝรั่งเศสพยายามกลับมาครองบอล แต่ยังไม่สามารถเจาะแนวรับอังกฤษได้ ขณะที่อังกฤษเลือกควบคุมจังหวะและรอพื้นที่สำหรับการสวนกลับ
เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 45+1 Eze จ่ายบอลให้ Saka บริเวณหน้าเขตโทษ ก่อนที่เจ้าตัวจะแต่งบอลและยิงเต็มแรงเสียบมุมขวาล่างอย่างเด็ดขาด ทำให้อังกฤษนำห่าง 4-0 ก่อนจบครึ่งแรก
ฝรั่งเศสเปลี่ยนสี่คน ก่อน Mbappe ยิงปลุกความหวัง
ฝรั่งเศสแก้เกมครั้งใหญ่ทันทีที่เริ่มครึ่งหลัง Didier Deschamps ส่ง Dayot Upamecano, Lucas Digne, Bradley Barcola และ Ousmane Dembele ลงสนามแทน Ibrahima Konate, Theo Hernandez, Desire Doue และ Rayan Cherki
ฝั่งอังกฤษเปลี่ยน Ollie Watkins ลงมาแทน Rashford ขณะที่รูปเกมของฝรั่งเศสดีขึ้นอย่างชัดเจนจากความเร็วและการเคลื่อนที่ของผู้เล่นสำรอง
นาทีที่ 48 ฝรั่งเศสตีไข่แตกเป็น 1-4 จากจังหวะที่ Olise จ่ายบอลทะลุแนวรับให้ Mbappe หลุดเข้าไปในเขตโทษ ก่อนยิงระยะใกล้ผ่าน Henderson เข้าไป
ประตูดังกล่าวทำให้ฝรั่งเศสเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น Adrien Rabiot ได้ลองยิงวอลเลย์จากหน้าเขตโทษในนาทีที่ 51 แต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไป
Barcola ยิงไล่ 2-4 ฝรั่งเศสกดดันต่อเนื่อง
นาทีที่ 54 ฝรั่งเศสลดช่องว่างเหลือสองประตูจากจังหวะประสานงานของ Mbappe และ Barcola โดย Mbappe จ่ายบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ Barcola จะยิงผ่าน Henderson เข้าไปทางฝั่งซ้ายของประตู เปลี่ยนสกอร์เป็น 2-4
หลังจากนั้นฝรั่งเศสเป็นฝ่ายครองเกมและสร้างโอกาสอย่างต่อเนื่อง Dembele ได้ยิงตรงกรอบในนาทีที่ 57 แต่ Henderson ยังป้องกันเอาไว้ได้
อังกฤษตอบโต้จากลูกเตะมุมในนาทีที่ 59 Ivan Toney ขึ้นโหม่งได้ก่อนแนวรับ แต่บอลตรงตัว Maignan
ฝรั่งเศสยังคงเดินหน้า Olise ยิงเฉียดเสาในนาทีที่ 61 ก่อนที่ Dembele และ Upamecano จะมีโอกาสยิงตรงกรอบติดกันในนาทีที่ 64 และ 65 แต่ Henderson ช่วยอังกฤษรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้
Mbappe ยิงอีกครั้ง ฝรั่งเศสไล่เหลือ 3-4
นาทีที่ 66 ฝรั่งเศสกลับเข้าสู่เกมเต็มตัว เมื่อ Olise รับบอลบริเวณด้านข้างก่อนจ่ายเข้ากลางให้ Mbappe ยิงผ่าน Henderson เสียบมุมขวาล่าง ทำให้สกอร์ขยับมาเป็น 3-4
หลังประตูที่สาม ฝรั่งเศสยังคงเร่งเกมและพยายามหาประตูตีเสมอ Mbappe มีโอกาสยิงอีกครั้งในนาทีที่ 68 แต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไปเล็กน้อย
อังกฤษเริ่มต้องถอยลงไปตั้งรับมากขึ้น ขณะที่ฝรั่งเศสใช้การเคลื่อนที่ของ Dembele, Olise และ Barcola สร้างปัญหาให้แนวรับอย่างต่อเนื่อง
นาทีที่ 75 Olise ได้บอลในตำแหน่งยิง แต่จังหวะจบสกอร์หลุดออกไปไกล ขณะที่นาทีที่ 76 Mbappe ล้มลงในกรอบเขตโทษและผู้เล่นฝรั่งเศสเรียกร้องจุดโทษ แต่ผู้ตัดสิน Jesus Valenzuela ปล่อยให้เกมดำเนินต่อ
Saka สังหารจุดโทษทำแฮตทริก
อังกฤษเปลี่ยนผู้เล่นในนาทีที่ 79 โดยส่ง Jude Bellingham และ Elliot Anderson ลงมาแทน Eze กับ Toney เพื่อเพิ่มความสดในแดนกลาง
Bellingham เกือบทำประตูได้ทันทีในนาทีที่ 80 หลังพาบอลหลุดเข้าไปยิงต่ำ แต่ Maignan ยังป้องกันไว้ได้
ฝรั่งเศสมีโอกาสทองในนาทีที่ 81 เมื่อ Dembele จ่ายให้ Olise ยิงในกรอบเขตโทษ แต่บอลเฉียดเสาขวาออกไป
นาทีที่ 84 Mbappe ยิงไกลเต็มแรง บอลพุ่งตรงกรอบ แต่ Henderson ยังเซฟเอาไว้ได้ ก่อนที่เกมจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในนาทีที่ 85 เมื่อ Malo Gusto เข้าสกัดผู้เล่นอังกฤษภายในเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษทันที
Saka รับหน้าที่สังหารและยิงบอลเสียบมุมขวาล่างในนาทีที่ 87 ทำให้อังกฤษหนีเป็น 5-3 พร้อมทำแฮตทริกของตัวเองได้สำเร็จ
Dembele ยิงต่อลมหายใจ ก่อน Bellingham ปิดเกม
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บเจ็ดนาที ฝรั่งเศสยังไม่ยอมแพ้และเดินหน้าบุกเต็มกำลัง นาทีที่ 90+6 Dembele รับบอลในตำแหน่งอันตราย ก่อนยิงผ่าน Henderson เสียบเสาซ้าย ช่วยให้ฝรั่งเศสไล่ตามมาเป็น 4-5
อย่างไรก็ตาม ความหวังของฝรั่งเศสอยู่ได้ไม่นาน เมื่ออังกฤษตอบโต้กลับในนาทีที่ 90+8 Bellingham พาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษด้วยตัวเอง ก่อนยิงเรียดเสียบมุมขวาล่างผ่าน Maignan เข้าไปอย่างเฉียบขาด
ประตูของ Bellingham ทำให้อังกฤษนำ 6-4 และเป็นการปิดฉากเกมอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบการแข่งขันในนาทีที่ 90+9
รายชื่อผู้ทำประตู
ฝรั่งเศส 4-6 อังกฤษ
อังกฤษ
- 3′ Declan Rice
- 18′ Ezri Konsa
- 37′ Bukayo Saka
- 45+1′ Bukayo Saka
- 87′ Bukayo Saka จุดโทษ
- 90+8′ Jude Bellingham
ฝรั่งเศส
- 48′ Kylian Mbappe
- 54′ Bradley Barcola
- 66′ Kylian Mbappe
- 90+6′ Ousmane Dembele
บทสรุป
อังกฤษแสดงให้เห็นถึงความเฉียบคมในเกมรุกอย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนโอกาสในครึ่งแรกให้กลายเป็นความได้เปรียบถึงสี่ประตู การยิงไกลของ Rice ลูกโหม่งจากลูกเตะมุมของ Konsa และสองประตูของ Saka ทำให้ทีมสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตั้งแต่ช่วงต้นเกม
ฝรั่งเศสตอบสนองได้ดีหลังพักครึ่งและเกือบกลับเข้าสู่เกมจากสองประตูของ Mbappe รวมถึงผลงานของ Barcola และ Dembele แต่การเสียจุดโทษในช่วงท้ายและประตูของ Bellingham ทำให้ความพยายามทั้งหมดไม่เพียงพอ อังกฤษจึงปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 ด้วยชัยชนะ 6-4 พร้อมคว้าอันดับสามไปครอง ส่วน Saka กลายเป็นตัวเอกของเกมจากการทำแฮตทริกในหนึ่งในแมตช์ที่มีประตูมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์
More Stories
วิเคราะห์ก่อนเกม : สเปน พบ อาร์เจนตินา ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ
วิเคราะห์ก่อนเกม : ฝรั่งเศส พบ อังกฤษ ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงอันดับ 3
อาร์เจนตินาแซงอังกฤษ 2-1 ท้ายเกม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026