21/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

สเปนเฉือนอาร์เจนตินา 1-0 ต่อเวลาพิเศษ คว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 2026 สมัยที่สอง

สเปนเอาชนะอาร์เจนตินา 1-0 หลังต่อเวลาพิเศษในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 โดย เฟร์ราน ตอร์เรส ยิงประตูชัยนาที 106 ส่งทัพกระทิงดุคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่สอง พร้อมสรุปเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่นาทีแรกจนจบเกมและสถิติการแข่งขัน
สเปนเฉือนอาร์เจนตินา 1-0 ต่อเวลาพิเศษ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 สมัยที่สอง

สเปนกลับขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของโลกอีกครั้ง หลังเอาชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 ที่ New York New Jersey Stadium โดยเกมต้องยืดเยื้อถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่ เฟร์ราน ตอร์เรส จะยิงประตูชัยในนาที 106 ส่งทัพกระทิงดุคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่สองต่อจากความสำเร็จเมื่อปี 2010

รูปเกมตลอด 120 นาทีเป็นสเปนที่ครองบอลและสร้างโอกาสได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่อาร์เจนตินาต้องเน้นเกมรับและพึ่งการเซฟของ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ เพื่อประคองสถานการณ์ ก่อนเกมจะจบลงด้วยความตึงเครียดจากใบแดงสองเหตุการณ์ในช่วงท้าย

ภาพของเกมที่ออกมาสอดคล้องกับ วิเคราะห์ก่อนเกม สเปน พบ อาร์เจนตินา หลายด้าน โดยเฉพาะการที่สเปนเป็นฝ่ายครองบอล ควบคุมแดนกลาง และกำหนดความเร็วของการแข่งขันได้มากกว่า ขณะที่อาร์เจนตินาเลือกตั้งรับและรอเล่นงานพื้นที่ด้านหลังแนวรับ แม้การประเมินก่อนแข่งจะให้น้ำหนักสเปนชนะในเวลา 90 นาทีที่ 41.9% และมองสกอร์ 1-0 เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ แต่ความเหนียวแน่นของแนวรับอาร์เจนตินาและการเซฟของ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ทำให้เกมยืดเยื้อเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนสเปนจะเปลี่ยนความเหนือกว่าให้เป็นประตูตัดสิน 

ครึ่งแรก สเปนคุมเกมแต่ยังเจาะไม่เข้า

อาร์เจนตินาเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มเกม แต่นับตั้งแต่นาทีแรก สเปนแสดงให้เห็นถึงความต้องการควบคุมพื้นที่และเดินเกมรุกทันที นาทีที่ 5 ลามีน ยามาล ได้โอกาสยิงในกรอบเขตโทษ แต่บอลตรงตัว เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ที่รับเอาไว้ได้

สเปนพยายามโจมตีผ่านริมเส้น โดยมี เปโดร ปอร์โร, มาร์ก กูกูเรยา และ อเล็กซ์ บาเอนา เติมเกมขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ โรดรี และ ฟาเบียน รุยซ์ ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะกลางสนาม อย่างไรก็ตาม แนวรับอาร์เจนตินายังยืนตำแหน่งได้แน่นและช่วยกันสกัดลูกเปิดหลายครั้ง

อาร์เจนตินามีโอกาสขึ้นเกมจาก ลิโอเนล เมสซี, ฮูเลียน อัลวาเรซ และ นิโก กอนซาเลซ แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่สามารถผ่านแนวรับสเปนได้ โดยกอนซาเลซถูกจับล้ำหน้าในนาที 22 ขณะที่การจ่ายบอลเข้าเขตโทษของ โรดริโก เด ปอล ถูกสกัดออกไป

นาที 39 สเปนสร้างจังหวะอันตรายที่สุดของครึ่งแรก เมื่อ มิเกล โอยาร์ซาบัล ลากผ่านแนวรับก่อนยิงเรียดจากระยะกลาง แต่เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ยังป้องกันเอาไว้ได้ อีกสี่นาทีต่อมา กูกูเรยา ได้ยิงจากขอบเขตโทษ บอลพุ่งเฉียดเสาขวาออกไปเล็กน้อย

ช่วงท้ายครึ่งแรก อาร์เจนตินาเจอปัญหาใหญ่เมื่อ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ได้รับใบเหลืองในนาที 41 ก่อนมีอาการบาดเจ็บและเล่นต่อไม่ไหวในนาที 44 ทำให้ ลิโอเนล สกาโลนี ต้องส่ง นิโกลัส โอตาเมนดี ลงมาแทน ก่อนจบ 45 นาทีแรกด้วยสกอร์ 0-0

ครึ่งหลัง สเปนเดินหน้ากดดันต่อเนื่อง

อาร์เจนตินาเริ่มครึ่งหลังด้วยการส่ง เลอันโดร ปาเรเดส ลงมาแทน นิโก กอนซาเลซ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในแดนกลาง แต่สเปนยังเป็นฝ่ายสร้างโอกาสได้ก่อนจากลูกยิงของ อเล็กซ์ บาเอนา ในนาที 46 ซึ่งยังไม่ผ่านมือมาร์ติเนซ

เกมเริ่มมีการปะทะหนักขึ้น และปาเรเดสได้รับใบเหลืองในนาที 52 จากการเข้าสกัดรุนแรง สเปนยังคงครองบอลอยู่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ พร้อมกดดันผ่านลูกตั้งเตะและการโจมตีด้านข้างอย่างต่อเนื่อง

นาที 62 หลุยส์ เด ลา ฟวนเต เปลี่ยนแนวรุกครั้งสำคัญ โดยส่ง เปดรี แทน ฟาเบียน รุยซ์ และส่ง เฟร์ราน ตอร์เรส แทน มิเกล โอยาร์ซาบัล การเปลี่ยนตัวครั้งนี้กลายเป็นจุดสำคัญของเกมในเวลาต่อมา

นาที 64 ดานี โอลโม ยิงจากหน้าเขตโทษ แต่มาร์ติเนซยังรับไว้ได้ ก่อนที่เฟร์รานจะได้โหม่งในนาที 67 แต่บอลตรงตัวผู้รักษาประตูอาร์เจนตินา เกมต้องหยุดพักดื่มน้ำในนาที 68 ก่อนอาร์เจนตินาจะเปลี่ยนตัวสองคนในนาที 70 ส่ง ฟากุนโด เมดินา แทน คริสเตียน โรเมโร ที่บาดเจ็บ และส่ง จูเลียโน ซิเมโอเน ลงมาแทน เด ปอล

สเปนเติมความสดในนาที 75 ด้วยการส่ง นิโก วิลเลียมส์ และ มิเกล เมริโน ลงสนาม ก่อนสร้างแรงกดดันหนักขึ้นทันที นาที 77 เปดรี ยิงจากขอบเขตโทษแต่ถูกมาร์ติเนซพุ่งปัด ส่วน ปอ กูบาร์ซี ก็ลองยิงไกลแต่ยังไม่ผ่านผู้รักษาประตูรายเดิม

นาที 81 อายเมริก ลาปอร์กต์ ได้โหม่งจากลูกเปิดของสเปน แต่เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ยังโชว์ปฏิกิริยาป้องกันเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม อาร์เจนตินาเริ่มมีปัญหาเรื่องวินัยเมื่อ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ได้รับใบเหลืองจากการประท้วงผู้ตัดสินในนาที 82

ช่วงท้ายเวลา 90 นาที สเปนยังคงบุกฝ่ายเดียว เฟร์ราน ตอร์เรส ยิงหลุดกรอบในนาที 87 ขณะที่ โรดรี ซัดไกลข้ามคานในนาที 89 ก่อนเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อเอ็นโซเข้าสกัดรุนแรงในนาที 90+3 และได้รับใบเหลืองที่สอง กลายเป็นใบแดงให้อาร์เจนตินาเหลือผู้เล่น 10 คน

นาที 90+8 ลามีน ยามาล ปั่นฟรีคิกจากหน้าเขตโทษ บอลพุ่งไปทางมุมขวาบน แต่เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ยังบินปัดออกไปได้ ทำให้การแข่งขันครบ 90 นาทีด้วยสกอร์ 0-0 และต้องต่อเวลาพิเศษ

ต่อเวลาครึ่งแรก สเปนบุกใส่อาร์เจนตินา 10 คน

สเปนเริ่มช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยความได้เปรียบด้านจำนวนผู้เล่น นาที 93 นิโก วิลเลียมส์ ได้โหม่งจากลูกเปิดด้านข้าง แต่เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ยังปัดบอลที่กำลังพุ่งเข้ามุมออกไปได้

นาที 96 สเปนส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้จากจังหวะของ มิเกล เมริโน แต่ประตูถูกยกเลิก หลังผู้ตัดสินมองว่าเมริโนทำฟาวล์คู่แข่งระหว่างแย่งบอล ความกดดันยังคงตกอยู่กับแนวรับอาร์เจนตินาอย่างต่อเนื่อง

สเปนเปลี่ยนตัวอีกครั้งในนาที 99 โดยส่ง มาร์ติน ซูบีเมนดี แทน โรดรี และ เอริก การ์เซีย แทน ลาปอร์กต์ ขณะที่อาร์เจนตินาส่ง มาร์กอส เซเนซี ลงมาแทน ฮูเลียน อัลวาเรซ ในนาที 102 เพื่อเพิ่มผู้เล่นเกมรับ

นาที 103 เมริโนได้โหม่งระยะใกล้จากลูกเปิดของนิโก วิลเลียมส์ แต่บอลโค้งหลุดเสาขวาออกไปเล็กน้อย ก่อนจบช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรกโดยที่ทั้งสองทีมยังทำประตูกันไม่ได้

นาที 106 เฟร์ราน ตอร์เรส ยิงประตูแชมป์โลก

เพียงหนึ่งนาทีหลังเริ่มช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งหลัง สเปนก็ทำลายแนวรับอาร์เจนตินาได้สำเร็จ การขึ้นเกมทางฝั่งขวาจบลงด้วยลูกเปิดของ เปโดร ปอร์โร ไปยังเสาไกล ก่อนที่ นิโก วิลเลียมส์ จะโหม่งชงย้อนกลับเข้ากลาง

เฟร์ราน ตอร์เรส เคลื่อนตัวเข้าหาบอลและยิงเต็มแรงเข้าไปใต้คานอย่างเด็ดขาดในนาที 106 ส่งสเปนขึ้นนำ 1-0 หลังพยายามเจาะแนวรับอาร์เจนตินามาตลอดทั้งเกม

หลังเสียประตู อาร์เจนตินาพยายามผลักดันเกมรุกขึ้นมา แม้จะเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน เมสซีรับหน้าที่สร้างเกมและเปิดลูกตั้งเตะหลายครั้ง แต่วิธีการเข้าทำยังไม่สามารถผ่านแนวรับสเปนได้

นาที 111 อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ได้รับใบเหลืองจากการเข้าสกัดหนัก ก่อนที่เฟร์รานจะส่งบอลเข้าประตูอีกครั้งในนาที 114 แต่ถูกจับล้ำหน้า ทำให้สกอร์ยังอยู่ที่ 1-0

ช่วงท้ายเกม เมสซีพยายามเปิดบอลเข้าเขตโทษและยิงจากระยะไกลในนาที 117 แต่ถูกแนวรับสเปนบล็อกเอาไว้ นาที 120+2 อาร์เจนตินามีโอกาสดีที่สุดในการตีเสมอ เมื่อบอลกระดอนเข้าทาง จูเลียโน ซิเมโอเน ระยะใกล้ แต่เจ้าตัวยิงข้ามคานอย่างน่าเสียดาย และในนาที 120+6 การแข่งขันจบลงอย่างเป็นทางการด้วยชัยชนะของสเปน 1-0

สถิติสำคัญของการแข่งขัน

สเปนครองบอลเหนือกว่าอย่างชัดเจนที่ 65% ต่อ 35% พร้อมสร้างค่าโอกาสทำประตูหรือ xG ได้ 1.94 ขณะที่อาร์เจนตินามีเพียง 0.20

ทัพกระทิงดุยิงทั้งหมด 20 ครั้ง เข้ากรอบ 12 ครั้ง ส่วนอาร์เจนตินามีโอกาสยิงเพียง 2 ครั้งและไม่มีการยิงเข้ากรอบ สเปนยังแตะบอลในพื้นที่เขตโทษคู่แข่งถึง 31 ครั้ง เทียบกับอาร์เจนตินา 8 ครั้ง

สเปนสร้างโอกาสสำคัญได้ 4 ครั้ง แม้พลาดไป 3 ครั้ง ขณะที่อาร์เจนตินาไม่มีโอกาสสำคัญตลอดการแข่งขัน ด้านการผ่านบอล สเปนจ่ายบอลสำเร็จ 762 ครั้ง ด้วยความแม่นยำ 89% ส่วนอาร์เจนตินาจ่ายสำเร็จ 358 ครั้ง ความแม่นยำ 77%

สเปนได้เตะมุม 9 ครั้ง เทียบกับอาร์เจนตินา 4 ครั้ง และไม่เสียใบเหลืองในสถิติหลักของเกม ขณะที่อาร์เจนตินาได้รับใบเหลือง 4 ใบ พร้อมใบแดงของ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ระหว่างการแข่งขัน และใบแดงของ เลอันโดร ปาเรเดส หลังจบเกม

สเปนคว้าแชมป์โลกสมัยที่สอง

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้สเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่สอง หลังเคยประสบความสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี 2010 ซึ่งครั้งนั้น อันเดรส อิเนียสตา เป็นผู้ยิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ผ่านไป 16 ปี ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในรูปแบบใกล้เคียงกัน เฟร์ราน ตอร์เรส กลายเป็นฮีโร่คนใหม่ของชาติจากประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งสเปนกลับขึ้นครองบัลลังก์โลก หลังแสดงความเหนือกว่าทั้งด้านการครองบอล การสร้างโอกาส และการควบคุมจังหวะตลอดการแข่งขัน

สำหรับอาร์เจนตินา เกมนี้จบลงด้วยความผิดหวัง หลังแนวรับและเอมิเลียโน มาร์ติเนซ ช่วยกันยื้อเกมเอาไว้ได้นานกว่า 100 นาที แต่การเหลือผู้เล่น 10 คนและแรงกดดันที่สะสมอย่างต่อเนื่องเปิดพื้นที่ให้สเปนสร้างประตูตัดสินในที่สุด

ผลการแข่งขัน: สเปน 1-0 อาร์เจนตินา หลังต่อเวลาพิเศษ

ผู้ทำประตู
106′ เฟร์ราน ตอร์เรส – สเปน

ใบแดง
90+3′ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ – อาร์เจนตินา
120+6′ เลอันโดร ปาเรเดส – อาร์เจนตินา

บทสรุป

สเปนปิดฉาก ฟุตบอลโลก 2026 ด้วยชัยชนะที่สะท้อนความเหนือกว่าตลอดการแข่งขัน ทั้งการครองบอล 65% การยิงทั้งหมด 20 ครั้ง และการไม่เปิดโอกาสให้อาร์เจนตินายิงเข้ากรอบแม้แต่ครั้งเดียว แม้เอมิเลียโน มาร์ติเนซ จะช่วยป้องกันประตูหลายจังหวะและยื้อเกมไปจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่แรงกดดันต่อเนื่องของทัพกระทิงดุ รวมถึงการที่อาร์เจนตินาเหลือผู้เล่น 10 คน กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้แนวรับไม่สามารถต้านทานได้ตลอด 120 นาที

ประตูของ เฟร์ราน ตอร์เรส ในนาที 106 ไม่ได้เป็นเพียงจังหวะตัดสินรอบชิงชนะเลิศ แต่ยังส่งสเปนกลับขึ้นครองบัลลังก์โลกเป็นสมัยที่สอง หลังรอคอยมานาน 16 ปี จากประตูชัยของ อันเดรส อิเนียสตา ในปี 2010 สู่การจบสกอร์ของตอร์เรสในปี 2026 ทั้งสองแชมป์ถูกตัดสินในช่วงต่อเวลาพิเศษ และตอกย้ำภาพของสเปนในฐานะทีมที่สามารถรักษารูปแบบการเล่น ความอดทน และความแม่นยำไว้ได้จนถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์