18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

ฝรั่งเศสไม่พลาด เฉือนปารากวัย 1-0 จากจุดโทษของเอ็มบัปเป้ ในรอบ 16 ทีมฟุตบอลโลก 2026

ฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบต่อไปในฟุตบอลโลก 2026 หลังเฉือนชนะปารากวัย 1-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เกมนี้ฝรั่งเศสครองจังหวะบุกได้มากกว่า แต่ต้องเจอกับแนวรับปารากวัยที่ยืนกันแน่น ก่อนที่ VAR จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และ Kylian Mbappe ยิงจุดโทษตัดสินเกมในนาทีที่ 70
ฝรั่งเศสไม่พลาด เฉือนปารากวัย 1-0 จากจุดโทษของเอ็มบัปเป้ ในรอบ 16 ทีมฟุตบอลโลก 2026

ฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้แบบไม่ง่าย หลังเฉือนชนะปารากวัย 1-0 ในศึก ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เกมนี้รูปเกมโดยรวมเป็นฝรั่งเศสที่ครองจังหวะบุกและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่ต้องเจอกับเกมรับที่มีวินัยของปารากวัย รวมถึงฟอร์มเซฟสำคัญของ Orlando Gill ที่ช่วยยื้อเกมไว้ได้หลายครั้ง

ประตูเดียวของเกมเกิดขึ้นในครึ่งหลัง จากจังหวะที่ Desire Doue ถูกทำฟาวล์ในเขตโทษ ก่อนผู้ตัดสิน Ilgiz Tantashev เช็ก VAR และเป่าให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษ จากนั้น Kylian Mbappe รับหน้าที่ยิงเข้าไปในนาทีที่ 70 กลายเป็นประตูตัดสินเกม และส่งให้ฝรั่งเศสปิดแมตช์ด้วยชัยชนะ 1-0

ครึ่งแรก ฝรั่งเศสกดดันต่อเนื่อง แต่ยังเจาะไม่เข้า

เกมเริ่มต้นด้วยฝรั่งเศสที่พยายามขึ้นเกมทันทีตั้งแต่นาทีแรก Ousmane Dembele จ่ายบอลออกไปให้ Kylian Mbappe แต่แนวรับปารากวัยยังตามปิดพื้นที่ได้ดี หลังจากนั้นฝรั่งเศสเดินเกมรุกต่อเนื่องจากริมเส้น ทั้ง Michael Olise, Lucas Digne และ Dembele ต่างพยายามเปิดบอลเข้าเขตโทษ แต่ปารากวัยยังจัดการจังหวะสุดท้ายได้ค่อนข้างแน่น

ช่วง 10 นาทีแรก ฝรั่งเศสได้ลูกเตะมุมหลายครั้ง โดยเฉพาะจากจังหวะของ Lucas Digne ในนาทีที่ 7 และการเปิดบอลของ Dembele แต่แนวรับปารากวัยยังเคลียร์ออกมาได้ทั้งหมด ขณะที่ปารากวัยพยายามตอบโต้จากลูกตั้งเตะ แต่จังหวะเปิดบอลในนาทีที่ 13 ยังถูกแนวรับฝรั่งเศสสกัดไว้ได้

นาทีที่ 19 ฝรั่งเศสต้องเสียใบเหลืองแรกของเกม เมื่อ Bradley Barcola เข้าบอลหนักและถูกผู้ตัดสินแจกใบเหลืองทันที หลังจากนั้นฝรั่งเศสยังเดินหน้าบุกต่อ Manu Kone ได้ยิงจากนอกกรอบในนาทีที่ 22 แต่ถูกบล็อก ก่อนที่ Ousmane Dembele จะเปิดลูกเตะมุมออกหลังไปในนาทีถัดมา

หลังพักดื่มน้ำในนาทีที่ 24 ปารากวัยมีช่วงเวลาที่ได้ตอบโต้มากขึ้น นาทีที่ 28 Miguel Almiron เปิดบอลเข้าเขตโทษแต่โดนแนวรับฝรั่งเศสสกัดออกมา ต่อเนื่องด้วยจังหวะยิงไกลของ Junior Alonso ที่ถูกบล็อก และ Diego Gomez ที่ได้วอลเลย์จากนอกกรอบ แต่บอลหลุดกรอบออกไปไกล

ช่วงท้ายครึ่งแรก ฝรั่งเศสกลับมาเร่งเกมอีกครั้ง Adrien Rabiot ได้ยิงจากหน้าเขตโทษในนาทีที่ 33 แต่บอลข้ามคาน ต่อด้วยจังหวะของ Ousmane Dembele ในนาทีที่ 38 ที่ยิงเต็มแรงแต่ถูกบล็อก และ Manu Kone ในนาทีที่ 43 ที่ได้โอกาสยิงแต่บอลหลุดกรอบออกไป ครึ่งแรกจึงจบลงที่สกอร์ 0-0 แม้ฝรั่งเศสจะสร้างแรงกดดันได้มากกว่า

ครึ่งหลัง ฝรั่งเศสเร่งเกมและได้ประตูจากจุดโทษ

เริ่มครึ่งหลัง ปารากวัยพยายามตอบโต้จากลูกเตะมุมของ Miguel Almiron ในนาทีที่ 51 แต่ Mike Maignan อ่านจังหวะออกมาเก็บบอลได้ดี ฝรั่งเศสตอบกลับทันทีจากจังหวะยิงของ Kylian Mbappe ในเขตโทษ แต่ถูกบล็อกออกหลัง ก่อนที่ Dembele จะได้โอกาสยิงในนาทีที่ 52 แต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไป

นาทีที่ 54 Manu Kone มีโอกาสสำคัญจากการยิงไกล บอลพุ่งไปทางมุมขวาบน แต่ Orlando Gill พุ่งเซฟไว้ได้ยอดเยี่ยม ทำให้ฝรั่งเศสยังไม่ได้ประตูขึ้นนำ แม้จะกดดันปารากวัยอย่างต่อเนื่องจากลูกเตะมุมและการขึ้นเกมริมเส้น

เกมของปารากวัยเริ่มเจอปัญหาเรื่องสภาพร่างกาย นาทีที่ 58 Omar Alderete บาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนออก และ Jose Canale ลงมาแทน จากนั้นนาทีที่ 61 Julio Enciso เล่นต่อไม่ไหวเช่นกัน ทำให้ Gustavo Caballero ถูกส่งลงสนาม ส่วนฝรั่งเศสเปลี่ยน Desire Doue ลงมาแทน Bradley Barcola ในนาทีเดียวกัน

จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 65 เมื่อ Desire Doue ล้มลงในเขตโทษหลังถูกเข้าปะทะ ตอนแรกผู้ตัดสินยังไม่เป่าให้เป็นจุดโทษ แต่หลังจากได้รับสัญญาณและไปเช็ก VAR ในนาทีที่ 67 สุดท้าย Ilgiz Tantashev ตัดสินให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษในนาทีที่ 68

นาทีที่ 70 Kylian Mbappe รับหน้าที่ยิงจุดโทษ ก่อนซัดเข้าไปที่มุมขวาล่างอย่างมั่นใจ ส่งให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0 ประตูนี้เปลี่ยนภาพรวมของเกมทันที เพราะปารากวัยต้องเปิดพื้นที่มากขึ้น ขณะที่ฝรั่งเศสสามารถเลือกจังหวะเล่นได้รัดกุมกว่าเดิม

ช่วงท้ายเกม ปารากวัยพยายามไล่คืน แต่ฝรั่งเศสปิดเกมได้

หลังเสียประตู ปารากวัยเปลี่ยนตัวเพิ่มในนาทีที่ 71 โดยส่ง Gabriel Avalos และ Mauricio ลงสนามแทน Miguel Almiron และ Gustavo Gomez เพื่อเติมเกมรุกและเพิ่มทางเลือกในพื้นที่สุดท้าย แต่จังหวะเข้าทำยังไม่คมพอจะเจาะแนวรับฝรั่งเศสได้

นาทีที่ 73 ผู้ตัดสินเป่าพักดื่มน้ำอีกครั้ง ก่อนที่เกมจะกลับมาดุเดือดขึ้น Manu Kone โดนใบเหลืองในนาทีที่ 81 จากจังหวะเข้าบอลหนัก ส่วนฝรั่งเศสเปลี่ยน Rayan Cherki ลงมาแทน Ousmane Dembele ในนาทีที่ 84 เพื่อเติมความสดในเกมรุกช่วงท้าย

นาทีที่ 89 ฝรั่งเศสเกือบได้ประตูที่สอง เมื่อ Kylian Mbappe ลากบอลมาหน้าเขตโทษก่อนยิงตรงกรอบ แต่ Orlando Gill ยังเซฟไว้ได้ ต่อมานาทีที่ 90 Mauricio ได้โอกาสยิงจากหน้าเขตโทษให้ปารากวัย บอลพุ่งไปทางมุมล่างซ้าย แต่ Mike Maignan รับไว้ได้ไม่ยาก

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บยาวถึง 10 นาที ฝรั่งเศสยังมีโอกาสปิดเกมจาก Desire Doue ในนาทีที่ 90+1 แต่ลูกยิงถูกแนวรับปารากวัยบล็อกไว้ได้ จากนั้นนาทีที่ 90+6 Mbappe มีโอกาสทองอีกครั้งจากจังหวะยิงและตามซ้ำ แต่ Orlando Gill ยังโชว์เซฟสำคัญช่วยปารากวัยไม่ให้เสียประตูเพิ่ม

ช่วงท้ายเกม Michael Olise ถูกใบเหลืองในนาทีที่ 90+7 ขณะที่ปารากวัยพยายามใช้ลูกเตะมุมกดดัน แต่ Mike Maignan ออกมาตัดบอลได้ดีในนาทีที่ 90+8 ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบเกมในนาทีที่ 90+11 ฝรั่งเศสเอาชนะปารากวัย 1-0 และผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ

สรุปผลการแข่งขัน

ฝรั่งเศส 1-0 ปารากวัย

ผู้ทำประตู
ฝรั่งเศส: Kylian Mbappe 70’ จุดโทษ

ใบเหลือง
ฝรั่งเศส: Bradley Barcola 19’, Manu Kone 81’, Michael Olise 90+7’
ปารากวัย: ไม่มีข้อมูลใบเหลืองจากไทม์ไลน์ที่แนบมา

จุดเปลี่ยนสำคัญ
จังหวะ VAR นาทีที่ 67-68 ซึ่งนำไปสู่จุดโทษของฝรั่งเศส และ Kylian Mbappe ยิงเข้าไปในนาทีที่ 70

นักเตะเด่นของเกม
Kylian Mbappe เป็นคนยิงประตูชัยจากจุดโทษ และมีโอกาสลุ้นประตูเพิ่มในช่วงท้ายเกม ส่วน Orlando Gill แม้เสียหนึ่งประตู แต่มีหลายจังหวะเซฟสำคัญ โดยเฉพาะลูกยิงของ Manu Kone และ Mbappe ที่ช่วยให้ปารากวัยยังอยู่ในเกมจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

บทสรุป

เกมนี้ฝรั่งเศสไม่ได้ชนะขาดในแง่สกอร์ แต่ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นฝ่ายสร้างแรงกดดันได้มากกว่าเกือบตลอดทั้งเกม รูปเกมที่ฝรั่งเศสต้องเจอกับแนวรับต่ำของปารากวัย และต้องพึ่งรายละเอียดในพื้นที่สุดท้าย ทำให้ประเด็นใน วิเคราะห์ก่อนเกม ฝรั่งเศส พบ ปารากวัย ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเฉียบคมของแนวรุกและบทบาทของ Kylian Mbappe ในจังหวะตัดสินเกม ปารากวัยวางเกมรับได้ดีและยื้อสถานการณ์ไว้ได้นาน แต่เมื่อเกมเข้าสู่ช่วงสำคัญ รายละเอียดเล็ก ๆ ในเขตโทษกลายเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนผลการแข่งขัน

ชัยชนะ 1-0 ทำให้ฝรั่งเศสยังอยู่บนเส้นทางลุ้นแชมป์ต่อไป แม้เกมนี้จะสะท้อนให้เห็นว่างานในรอบน็อกเอาต์ไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาดมากนัก ส่วนปารากวัยจบเส้นทางด้วยรูปเกมที่สู้ได้ดี โดยเฉพาะวินัยเกมรับและฟอร์มของ Orlando Gill แต่ความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายยังไม่มากพอจะเปลี่ยนเกมกลับมาได้