
สเปนผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 หลังเฉือนชนะเบลเยียม 2-1 ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ต้องลุ้นจนถึงช่วงท้าย แม้ทีมของ Luis de la Fuente จะครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่เบลเยียมยังรักษาสถานการณ์เอาไว้ได้จนเกือบครบ 90 นาที
Fabian Ruiz ยิงให้สเปนออกนำในครึ่งแรก ก่อน Charles De Ketelaere จะโหม่งตีเสมอให้เบลเยียม อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในนาที 88 เมื่อ Mikel Merino ซึ่งเพิ่งถูกส่งลงสนาม ตามซ้ำลูกยิงของ Pau Cubarsi กลายเป็นประตูชัย ส่งสเปนผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ
ก่อนเกมคู่นี้ ทั้งสองทีมถูกมองว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกัน และมีแนวโน้มต้องตัดสินกันจากรายละเอียดเล็กน้อย ทำให้ การวิเคราะห์ก่อนเกม สเปน พบ เบลเยียม ถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นการครองบอลของสเปน ความอันตรายจากเกมสวนกลับของเบลเยียม และบทบาทของตัวสำรองในช่วงท้ายเกม
สเปนเปิดเกมบุก แต่ยังเจาะแนวรับเบลเยียมไม่ขาด
เบลเยียมเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มเกม แต่รูปเกมหลังจากนั้นเป็นสเปนที่ครองบอลและต่อเกมบุกได้มากกว่า ทีมกระทิงดุใช้การจ่ายบอลสั้นและการเคลื่อนที่สลับตำแหน่งเพื่อดึงแนวรับคู่แข่งออกจากพื้นที่ โดย Lamine Yamal เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สร้างความอันตรายได้ต่อเนื่องทางริมเส้น
นาที 11 Rodri เก็บบอลจังหวะสองบริเวณหน้ากรอบเขตโทษก่อนยิงติดแนวรับ จากนั้นนาที 13 Alex Baena ได้โอกาสยิงจากขอบเขตโทษ แต่บอลถูกบล็อก สเปนยังเรียกร้องจุดโทษจากจังหวะที่บอลเหมือนจะสัมผัสแขนผู้เล่นเบลเยียมในกรอบเขตโทษ ทว่า Michael Oliver ปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป
เบลเยียมตอบโต้ในนาที 15 เมื่อ Charles De Ketelaere ได้ยิงหนักจากบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ แต่บอลติดผู้เล่นสเปนเปลี่ยนทางออกไป ขณะที่ Lamine Yamal มีโอกาสยิงในนาที 22 แต่บอลหลุดเสาไปเพียงเล็กน้อย
Fabian Ruiz ซ้ำไม่เหลือ พาสเปนขึ้นนำ
ความพยายามของสเปนออกผลในนาที 30 เมื่อ Dani Olmo ได้ยิงในกรอบเขตโทษ แม้ Thibaut Courtois จะป้องกันจังหวะแรกเอาไว้ได้ แต่บอลกระดอนมาเข้าทาง Fabian Ruiz ซึ่งตามซ้ำเข้าไปตรงกลางประตู ส่งสเปนออกนำ 1-0
หลังได้ประตู สเปนยังคงกดดันต่อ นาที 35 Lamine Yamal ปั่นฟรีคิกจากระยะอันตรายไปทางเสาซ้าย แต่ Courtois ขยับมาป้องกันได้ทัน ก่อนที่เจ้าตัวจะลากตัดเข้าในและยิงเฉียดเสาขวาในนาที 40
แม้เบลเยียมจะสร้างโอกาสได้น้อยกว่า แต่ยังคงอันตรายจากการขึ้นเกมด้านข้าง โดยเฉพาะพื้นที่ของ Jeremy Doku และ Timothy Castagne ซึ่งพยายามโจมตีช่องว่างหลังแนวรับสเปน
De Ketelaere โขกตีเสมอก่อนจบครึ่งแรก
นาที 41 เบลเยียมกลับเข้าสู่เกมได้สำเร็จ เมื่อ Timothy Castagne เติมเกมทางขวาก่อนเปิดบอลเข้าสู่กรอบเขตโทษให้ Charles De Ketelaere โหม่งกดลงพื้นผ่าน Unai Simon เข้าไป ส่งสกอร์กลับมาเสมอกัน 1-1
ช่วงท้ายครึ่งแรก สเปนยังเป็นฝ่ายบุกมากกว่า แต่ลูกยิงของ Pedro Porro หลุดกรอบ ขณะที่ Fabian Ruiz ยิงติดบล็อกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนผู้ตัดสินเป่าจบครึ่งแรกด้วยสกอร์เสมอ
ใบเหลืองแรกของเกมเกิดขึ้นในนาที 43 เมื่อ Pau Cubarsi เข้าสกัดหนักและถูก Michael Oliver จดชื่อ
ครึ่งหลังเปิดแลกมากขึ้น ผู้รักษาประตูทั้งสองฝั่งต้องออกแรง
เบลเยียมเริ่มครึ่งหลังด้วยความพยายามโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับสเปน นาที 47 Jeremy Doku พยายามจ่ายบอลเข้าเขตโทษ แต่ Unai Simon อ่านเกมออกและออกมาตัดบอลได้ทัน
สเปนตอบโต้ด้วยการขึ้นเกมของ Lamine Yamal ซึ่งยิงติดบล็อกในนาที 52 ก่อน Dani Olmo จะยิงข้ามคานจากจังหวะเก็บบอลแถวสองในนาทีต่อมา ด้านเบลเยียมมีโอกาสจาก Maxim De Cuyper แต่ลูกยิงเฉียดเสาออกไป
Luis de la Fuente ปรับเกมในนาที 55 ด้วยการส่ง Pedri และ Ferran Torres ลงมาแทน Fabian Ruiz และ Alex Baena ขณะที่เบลเยียมเปลี่ยนตัวพร้อมกันสามรายในช่วงนาที 60-61 โดยส่ง Axel Witsel, Romelu Lukaku และ Joaquin Seys ลงสนาม เพื่อเพิ่มความสดและความแข็งแกร่งในแดนหน้า
ช่วงนาที 61-63 ทั้งสองทีมผลัดกันสร้างโอกาส Kevin De Bruyne ยิงตรงตัว Unai Simon ขณะที่ Lamine Yamal ยิงติดเซฟ Courtois จากนั้น Mikel Oyarzabal หลุดเข้าไปยิงทางเสาขวา แต่ผู้รักษาประตูเบลเยียมยังป้องกันเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
Courtois เจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว เบลเยียมต้องเปลี่ยนผู้รักษาประตู
นาที 66 Thibaut Courtois มีอาการบาดเจ็บและต้องรับการปฐมพยาบาล แม้ช่วงแรกจะพยายามเล่นต่อ แต่สุดท้ายในนาที 71 เบลเยียมจำเป็นต้องส่ง Senne Lammens ลงมาเฝ้าเสาแทน
การเสีย Courtois กลายเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงท้ายเกม เพราะเบลเยียมต้องพึ่งผู้รักษาประตูสำรองในจังหวะที่สเปนเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Luis de la Fuente ส่ง Nico Williams ลงมาแทน Mikel Oyarzabal ในนาที 79 เพื่อเพิ่มความเร็วทางริมเส้น
เบลเยียมยังมีโอกาสสำคัญในนาที 85 เมื่อ Kevin De Bruyne ปั่นบอลจากขอบเขตโทษ แต่ Unai Simon ปัดออกไปได้ ก่อนที่กัปตันทีมเบลเยียมจะถูกใบเหลืองในจังหวะต่อมา และถูกเปลี่ยนออกโดยมี Alexis Saelemaekers ลงมาแทน
Mikel Merino ซูเปอร์ซับ ซัดประตูชัยนาที 88
นาที 86 สเปนเปลี่ยน Mikel Merino ลงมาแทน Dani Olmo และเพียงสองนาทีต่อมา ตัวสำรองรายนี้ก็กลายเป็นผู้ตัดสินเกม
Pau Cubarsi ได้พื้นที่ยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งต่ำไปทางกลางประตู Senne Lammens ป้องกันจังหวะแรกได้แต่รับไม่อยู่ บอลกระดอนเข้าทาง Mikel Merino ซึ่งตามซ้ำเข้าไปอย่างเฉียบขาด ส่งสเปนขึ้นนำ 2-1 ในนาที 88
ประตูดังกล่าวทำให้เบลเยียมต้องเร่งเกมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 7 นาที Romelu Lukaku พยายามสร้างโอกาสในกรอบเขตโทษ แต่บอลถูกแนวรับสเปนสกัดออกไป ก่อนเกมจะเริ่มตึงเครียดมากขึ้นในช่วงท้าย
Aymeric Laporte ถูกใบเหลืองในนาที 90+3 จากการเข้าสกัดหนัก ส่วน Axel Witsel ถูกจดชื่อในนาที 90+5 ขณะที่ Lukaku เสียฟาวล์ในนาทีถัดมา สเปนยังมีโอกาสปิดเกมจาก Marc Cucurella ในนาที 90+7 แต่ลูกยิงไกลถูก Lammens รับเอาไว้ได้
Michael Oliver เป่าจบเกมในนาที 90+8 ส่งสเปนคว้าชัย 2-1 และผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026
รายชื่อผู้ทำประตู
- 30′ Fabian Ruiz – สเปน 1-0
- 41′ Charles De Ketelaere – เบลเยียมตีเสมอ 1-1
- 88′ Mikel Merino – สเปนขึ้นนำ 2-1
ใบเหลือง
สเปน
- 43′ Pau Cubarsi
- 90+3′ Aymeric Laporte
เบลเยียม
- 85′ Kevin De Bruyne
- 90+5′ Axel Witsel
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกม
จุดเปลี่ยนแรกคือประสิทธิภาพของเบลเยียมในครึ่งแรก แม้จะสร้างโอกาสได้น้อยกว่า แต่สามารถเปลี่ยนจังหวะเปิดจากด้านข้างเป็นประตูตีเสมอได้ทันที ทำให้สเปนต้องเล่นด้วยความกดดันไปจนถึงช่วงท้าย
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคืออาการบาดเจ็บของ Thibaut Courtois ผู้รักษาประตูที่เซฟหลายจังหวะสำคัญให้เบลเยียม ก่อนต้องออกจากสนามในนาที 71 และประตูชัยของสเปนก็มาจากจังหวะที่ Senne Lammens รับลูกยิงไกลไม่อยู่ เปิดทางให้ Mikel Merino ตามซ้ำ
การเปลี่ยน Merino ลงสนามในนาที 86 จึงเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลโดยตรงต่อผลการแข่งขัน เพราะเขาใช้เวลาเพียงสองนาทีในการทำประตูที่พาสเปนผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ
บทสรุป
สเปนเป็นฝ่ายควบคุมรูปเกมและสร้างโอกาสได้มากกว่าตลอดการแข่งขัน แต่เบลเยียมแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการรับมือกับแรงกดดัน รวมถึงการใช้โอกาสอย่างมีประสิทธิภาพ เกมจึงยืดเยื้อจนเกือบเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ
ท้ายที่สุด ความต่อเนื่องในการกดดันและคุณภาพของตัวสำรองกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง Mikel Merino ลงสนามและทำประตูชัยได้ทันที ขณะที่ Pau Cubarsi มีบทบาททั้งในเกมรับและการยิงไกลที่นำไปสู่ประตูสำคัญ สเปนจึงปิดเกมด้วยชัยชนะ 2-1 และรักษาเส้นทางลุ้นแชมป์โลกเอาไว้ได้
More Stories
อาร์เจนตินาแซงอังกฤษ 2-1 ท้ายเกม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026
สเปนดับฝรั่งเศส 2-0 ทะลุชิง ฟุตบอลโลก 2026 หลังเกมรุกเฉียบขาดและแนวรับไร้รอยรั่ว
วิเคราะห์ก่อนเกม : อังกฤษ พบ อาร์เจนตินา ฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ