18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

สเปนเฉือนโปรตุเกส 1-0 ท้ายเกม Mikel Merino ซัดชัยพาทีมเข้ารอบ 8 ทีม ฟุตบอลโลก 2026

สรุปผลการแข่งขันโปรตุเกส พบ สเปน ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เกมตึงตลอด 90 นาที ก่อน Mikel Merino ตัวสำรองของสเปนยิงประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พาทีมเฉือนชนะ 1-0 และผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย
สเปนเฉือนโปรตุเกส 1-0 ท้ายเกม Mikel Merino ซัดชัยพาทีมเข้ารอบ 8 ทีมฟุตบอลโลก 2026

สเปนผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ได้แบบดราม่าหลังเฉือนชนะโปรตุเกส 1-0 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่รูปเกมตึงตั้งแต่นาทีแรกจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทั้งสองทีมมีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้ง แต่ผู้รักษาประตูและแนวรับของทั้งสองฝั่งยังรับมือได้ดี จนเกมทำท่าว่าจะยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในนาที 90+1 เมื่อ Mikel Merino ตัวสำรองของสเปนสอดเข้าไปในเขตโทษ รับบอลจาก Ferran Torres ก่อนยิงต่ำเข้ามุมซ้ายล่างอย่างเฉียบขาด กลายเป็นประตูชัยที่ส่งโปรตุเกสตกรอบ และทำให้สเปนเดินหน้าต่อในเส้นทางลุ้นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026

ครึ่งแรก สเปนคุมบอลมากกว่า แต่โปรตุเกสมีจังหวะจบที่อันตราย

เกมเริ่มต้นด้วยสเปนเป็นฝ่ายเขี่ยบอลและพยายามครองเกมทันที นาทีที่ 3 Mikel Oyarzabal ได้โอกาสยิงไกลไปตรงกลางประตู แต่ Diogo Costa ยังรับมือได้ดี หลังจากนั้นสเปนยังเดินเกมต่อเนื่อง โดยมี Lamine Yamal, Alex Baena และ Dani Olmo เป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกในพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ

โปรตุเกสเริ่มตอบโต้ได้ชัดเจนตั้งแต่นาทีที่ 7 เมื่อ Joao Cancelo ได้ยิงจากนอกกรอบ บอลพุ่งข้ามคานไปไม่ไกล ก่อนที่นาที 12 Cristiano Ronaldo จะหลุดเข้าไปยิงในเขตโทษ แต่ Unai Simon ยังยืนตำแหน่งดีและเซฟไว้ได้ ทำให้โปรตุเกสยังไม่สามารถขึ้นนำได้

นาที 16 สเปนมีช่วงกดดันหนัก Lamine Yamal ได้ยิงจากระยะกลางไปทางเสาซ้าย แต่ Diogo Costa เซฟไว้ได้ จากนั้น Alex Baena เก็บบอลจังหวะสองหน้าเขตโทษแล้วยิงไปทางขวา นายด่านโปรตุเกสยังปัดออกหลังได้อีกครั้ง จังหวะนี้สะท้อนภาพรวมครึ่งแรกที่สเปนสร้างโอกาสได้ดี แต่ยังขาดความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย

ช่วงกลางครึ่งแรกเกมเริ่มมีจังหวะปะทะมากขึ้น Anthony Taylor ต้องเป่าฟาวล์หลายครั้ง ทั้งจาก Joao Cancelo, Alex Baena, Aymeric Laporte และ Lamine Yamal ขณะที่สเปนครองบอลเหนือกว่าเล็กน้อย โดยสถิติช่วงนาที 28 ระบุว่าสเปนครองบอล 56% ต่อโปรตุเกส 44%

นาที 31 สเปนพลาดโอกาสทองจากจังหวะที่ Dani Olmo ได้โหม่งซ้ำในเขตโทษ แต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไปแบบน่าเสียดาย หลังจากนั้นโปรตุเกสตอบโต้ทันทีในนาที 37 Joao Felix ได้โหม่งจากลูกครอส ก่อนที่ Cristiano Ronaldo จะตามซ้ำจากจังหวะรีบาวด์ แต่ Unai Simon โชว์เซฟสำคัญช่วยให้สเปนยังไม่เสียประตู

จังหวะใกล้เคียงที่สุดของครึ่งแรกเกิดขึ้นในนาที 41 เมื่อ Nuno Mendes ได้ยิงบริเวณขอบเขตโทษ บอลแฉลบแนวรับสเปนไปชนเสาอย่างจัง ทำให้โปรตุเกสพลาดโอกาสขึ้นนำแบบหวุดหวิด ก่อนที่ครึ่งแรกจะจบลงด้วยสกอร์ 0-0 หลังทดเวลาบาดเจ็บ 6 นาที

ครึ่งหลัง เกมเปิดมากขึ้น สเปนกดดันต่อเนื่อง โปรตุเกสรอจังหวะสวนกลับ

ครึ่งหลังเริ่มต้นด้วยจังหวะฟาวล์ถี่เหมือนเดิม โดย Dani Olmo และ Lamine Yamal ของสเปนถูกจับฟาวล์ตั้งแต่ต้นครึ่ง ขณะที่โปรตุเกสเจอปัญหาใหญ่ในนาที 54 เมื่อ Nuno Mendes มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ก่อนถูกเปลี่ยนออกในนาที 56 และ Nelson Semedo ลงมาแทน

นาที 59 โปรตุเกสมีโอกาสสำคัญจาก Cristiano Ronaldo ที่รับบอลยาวในเขตโทษแล้วกดเต็มแรง แต่บอลพุ่งตรงตัว Unai Simon ทำให้สเปนรอดพ้นจากการเสียประตูอีกครั้ง จากนั้นสเปนเริ่มกลับมาครองพื้นที่เกมรุกมากขึ้น มีทั้งลูกยิงของ Pedri ในนาที 61, จังหวะของ Lamine Yamal และการเติมขึ้นมายิงของ Alex Baena ในนาที 65 แต่ Diogo Costa ยังเป็นด่านสุดท้ายที่ช่วยให้โปรตุเกสอยู่ในเกม

หลังพักดื่มน้ำในนาที 68 Roberto Martinez เริ่มขยับเปลี่ยนตัว โดยส่ง Diogo Dalot แทน Joao Cancelo และ Rafael Leao แทน Joao Felix ในนาที 71 เพื่อเพิ่มความสดริมเส้น ขณะที่สเปนเปลี่ยน Ferran Torres ลงมาแทน Alex Baena ในนาที 75 ซึ่งกลายเป็นการเปลี่ยนตัวที่มีผลอย่างมากในช่วงท้ายเกม

นาที 76 โปรตุเกสมีโอกาสทองจากจังหวะที่ Vitinha ยิงไกลติดบล็อก ก่อนบอลเด้งมาเข้าทาง Bruno Fernandes ในเขตโทษ เจ้าตัวซัดทันทีแต่บอลเฉี่ยวเสาขวาออกไปนิดเดียว เป็นอีกหนึ่งจังหวะที่โปรตุเกสน่าได้ประตูขึ้นนำ แต่ยังขาดความแม่นยำในจังหวะสุดท้าย

สเปนตอบกลับในนาที 78 จาก Dani Olmo ที่ควบคุมบอลหน้าเขตโทษได้สวยก่อนยิงเข้ากรอบ แต่บอลติดแนวรับโปรตุเกสออกหลัง ต่อด้วยจังหวะเตะมุมของ Lamine Yamal ในนาที 79 ที่ Diogo Costa อ่านเกมดีและออกมารับไว้ได้

ตัวสำรองเปลี่ยนเกม Merino ยิงประตูชัยช่วงทดเวลา

เข้าสู่ช่วงท้ายเกม ทั้งสองทีมเริ่มเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อรักษาความสดและหาจุดเปลี่ยน สเปนส่ง Mikel Merino ลงมาแทน Dani Olmo และ Fabian Ruiz ลงมาแทน Pedri ในนาที 85 ส่วนโปรตุเกสส่ง Bernardo Silva และ Francisco Conceicao ลงมาแทน Vitinha กับ Pedro Neto ในนาที 83

เกมทำท่าจะจบ 90 นาทีด้วยผลเสมอ แต่สเปนมาได้ประตูสำคัญในนาที 90+1 จากจังหวะเข้าทำที่เฉียบขาด Ferran Torres จ่ายบอลเข้าเขตโทษให้ Mikel Merino หลุดเข้าไปยิงต่ำเข้ามุมซ้ายล่างผ่าน Diogo Costa สเปนขึ้นนำ 1-0 ในช่วงเวลาที่โปรตุเกสแทบไม่เหลือพื้นที่ให้แก้ตัว

หลังเสียประตู โปรตุเกสพยายามเร่งเกมทันที แต่เกมเริ่มแตกออกจากจังหวะฟาวล์และใบเหลือง นาที 89 Bernardo Silva ถูกจดชื่อจากจังหวะทำฟาวล์ ก่อนที่ Renato Veiga จะโดนใบเหลืองในนาที 90+4 และ Ferran Torres ของสเปนโดนใบเหลืองในนาที 90+8 จากการเข้าปะทะหนัก

นาที 90+6 โปรตุเกสเกือบตีเสมอได้จาก Bernardo Silva ที่โหม่งจากลูกครอสในเขตโทษ แต่บอลพุ่งข้ามคานออกไปแบบน่าเสียดาย จากนั้นนาที 90+9 Joao Neves ได้โหม่งจากลูกฟรีคิก แต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไปไกล ทำให้โอกาสสุดท้ายของโปรตุเกสจบลงโดยไม่มีประตู

เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้นในนาที 90+9 สเปนชนะโปรตุเกส 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ส่วนโปรตุเกสต้องหยุดเส้นทางไว้เพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทั้งที่มีโอกาสสำคัญหลายครั้ง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้

บทสรุป

เกมนี้เป็นภาพชัดของฟุตบอลน็อกเอาต์ที่ตัดสินกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ สเปนไม่ได้ครองเกมแบบเบ็ดเสร็จตลอด 90 นาที แต่พวกเขารักษาโครงสร้างเกมได้ดี มีจังหวะกดดันต่อเนื่อง และใช้ประโยชน์จากตัวสำรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ Ferran Torres กับ Mikel Merino ที่ร่วมกันสร้างประตูชัยในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของเกม รูปเกมที่ออกมาใกล้เคียงกับหลายประเด็นใน วิเคราะห์ก่อนเกม โปรตุเกส พบ สเปน โดยเฉพาะเรื่องความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย การรับมือจังหวะเปลี่ยนผ่าน และบทบาทของตัวสำรองที่สามารถเปลี่ยนทิศทางเกมได้ในช่วงเวลาสำคัญ

โปรตุเกสมีโอกาสมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของเกม ทั้งจาก Cristiano Ronaldo, Joao Felix, Bruno Fernandes, Nuno Mendes และ Bernardo Silva แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบขาดพอ เมื่อเจอกับสเปนที่นิ่งกว่าในช่วงท้าย ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีจึงกลายเป็นตัวชี้ขาด และทำให้สเปนเป็นฝ่ายเดินหน้าต่อใน ฟุตบอลโลก 2026