
ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ระหว่าง เนเธอร์แลนด์ พบ โมร็อกโก กลายเป็นหนึ่งในเกมน็อกเอาต์ที่ต้องตัดสินกันยาวถึงการดวลจุดโทษ หลังทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ตลอด 120 นาที โดยเนเธอร์แลนด์เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจาก โคดี้ กัคโป ในนาที 72 แต่โมร็อกโกไม่ยอมแพ้และตามตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจาก อิสซา ดิย็อป นาที 90+1 ก่อนที่เกมจะลากยาวไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษและจุดโทษ
เกมนี้สะท้อนความกดดันของฟุตบอลโลก 2026 รอบน็อกเอาต์ได้ชัดเจน เพราะแม้เนเธอร์แลนด์จะมีช่วงที่ดูควบคุมเกมได้ดีและมีโอกาสปิดเกม แต่โมร็อกโกยังรักษาสมาธิได้จนถึงนาทีสุดท้าย ภาพที่เคยถูกวางไว้ใน วิเคราะห์ก่อนเกม เนเธอร์แลนด์ พบ โมร็อกโก ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีม จึงกลับมาชัดขึ้นในสนามจริง เมื่อรายละเอียดเล็ก ๆ ทั้งจังหวะเซฟ การจบสกอร์ และความนิ่งในการยิงจุดโทษ กลายเป็นตัวแปรตัดสินทีมที่ได้ไปต่อ
ครึ่งแรก โมร็อกโกมีโอกาสชัด แต่ยังเจาะไม่เข้า
เกมเริ่มต้นด้วยเนเธอร์แลนด์เป็นฝ่ายเขี่ยบอลก่อน แต่โมร็อกโกแสดงให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นว่าพร้อมเล่นด้วยความมั่นใจ นาทีที่ 4 เฟรงกี้ เดอ ยอง ทำฟาวล์จนผู้ตัดสินเป่าให้โมร็อกโก ก่อนที่ อัชราฟ ฮาคิมี จะมีบทบาทต่อเนื่องทางฝั่งขวา ทั้งการเปิดบอลในนาทีที่ 5 และการเติมขึ้นไปสร้างปัญหาให้แนวรับเนเธอร์แลนด์ แม้จังหวะสุดท้ายยังไม่แม่นพอ แต่โมร็อกโกเริ่มมีพื้นที่เข้าทำมากขึ้น
โอกาสสำคัญของครึ่งแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 20 เมื่อ นีล เอล อายนาอุย ได้โหม่งจากลูกเตะมุม บอลพุ่งไปที่กรอบ แต่ บาร์ต แฟร์บรูกเกน ยังโชว์เซฟสำคัญช่วยเนเธอร์แลนด์เอาไว้ได้ ถัดมาในนาทีที่ 21 ฮาคิมีได้ยิงจากหน้าเขตโทษ บอลพุ่งไปทางด้านบนของประตู แต่แฟร์บรูกเกนยังป้องกันได้อีกครั้ง โมร็อกโกจึงเป็นฝ่ายสร้างจังหวะที่อันตรายกว่าในช่วงกลางครึ่งแรก ขณะที่เนเธอร์แลนด์ต้องรอจังหวะสวนและลูกตั้งเตะเป็นหลัก
เนเธอร์แลนด์ตอบโต้จากลูกกลางอากาศ แต่โบนูยังเหนียว
หลังผ่านช่วงพักดื่มน้ำในนาทีที่ 23 เกมเริ่มเปิดมากขึ้น เนเธอร์แลนด์พยายามใช้ความแข็งแกร่งของ เดนเซล ดุมฟรีส์ และการเปิดบอลของ ครีเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ เพื่อกดดันแนวรับโมร็อกโก นาทีที่ 37 ดุมฟรีส์ได้โหม่งจากลูกเตะมุมในระยะใกล้ แต่จังหวะนี้ถูกแนวรับโมร็อกโกบล็อกเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ท้ายครึ่งแรก เนเธอร์แลนด์ยังมีโอกาสจาก มิกกี้ ฟาน เดอ เฟน ที่ยิงจากหน้าเขตโทษในนาทีที่ 44 แต่ ยาสซีน โบนู รับไว้ได้ไม่ยาก ส่วนโมร็อกโกมีจังหวะลุ้นจาก อัซเซดีน อูนาฮี ในนาที 45+3 ที่ยิงจากนอกกรอบ บอลพุ่งเฉียดคานออกไปแบบได้ลุ้น ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0 เป็นครึ่งแรกที่ทั้งสองทีมมีโอกาสคนละแบบ แต่ยังขาดความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย
ครึ่งหลัง เนเธอร์แลนด์รอดเสียประตูก่อน แล้วกัคโปยิงปลดล็อก
เริ่มครึ่งหลัง โมร็อกโกเร่งเกมทันที นาทีที่ 49 อายยูบ บูอัดดี ได้โอกาสยิงจากระยะหวังผล แต่บอลหลุดกรอบออกไปไกล จากนั้นนาทีที่ 52 ฮาคิมีมีจังหวะสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของเกม เมื่อรับบอลในเขตโทษแล้วยิงผ่านผู้รักษาประตูไปได้ แต่บอลไปชนคาน ทำให้โมร็อกโกพลาดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย
เนเธอร์แลนด์ค่อย ๆ กลับมาตั้งเกมได้ และ โรนัลด์ คูมัน เริ่มปรับทีมในนาทีที่ 71 โดยส่ง เวาต์ เวกฮอร์สต์ และ เทิน คูปไมเนอร์ส ลงมาแทน ไบรอัน บร็อบบีย์ กับ นาธาน อาเก้ การเปลี่ยนตัวส่งผลทันทีในนาทีที่ 72 เมื่อ โคดี้ กัคโป รับบอลในเขตโทษ ก่อนยิงต่ำเสียบกลางประตูให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำ 1-0 เป็นประตูที่เปลี่ยนโมเมนตัมของเกม เพราะหลังจากนั้นโมร็อกโกต้องขยับจังหวะบุกมากขึ้น ขณะที่เนเธอร์แลนด์เริ่มเน้นการบริหารเกม
โมร็อกโกไม่ยอมตาย ดิย็อปโขกตีเสมอช่วงทดเจ็บ
หลังเสียประตู โมร็อกโกเปลี่ยนผู้เล่นหลายตำแหน่งเพื่อเพิ่มพลังเกมรุก นาทีที่ 75 อนาส ซาลาห์-เอ็ดดีน ลงแทน ชาดี ริอัด ที่เล่นต่อไม่ไหวจากอาการบาดเจ็บ ก่อนที่นาที 79 ซามีร์ เอล มูราเบต และ เกสซิม ยาสซีน จะถูกส่งลงสนาม ตามด้วย ซูฟียาน ราฮิมี และ เชมส์ดีน ตาลบี ในนาที 86 การปรับทีมของโมร็อกโกทำให้เกมริมเส้นและการเติมเข้ากรอบเขตโทษมีน้ำหนักมากขึ้น
เมื่อเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โมร็อกโกได้รางวัลจากความพยายาม นาทีที่ 90+1 เชมส์ดีน ตาลบี เปิดบอลยกเข้าไปอย่างชาญฉลาดให้ อิสซา ดิย็อป วิ่งสอดขึ้นมาโหม่งระยะใกล้ บอลพุ่งเสียบมุมขวาบนเข้าไปอย่างเด็ดขาด ตีเสมอให้โมร็อกโกเป็น 1-1 ประตูนี้ทำให้เนเธอร์แลนด์เสียจังหวะทันที เพราะจากเกมที่กำลังจะปิดได้ใน 90 นาที กลับต้องเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ
ต่อเวลาพิเศษ แฟร์บรูกเกนเซฟสำคัญ ก่อนเกมยืดถึงจุดโทษ
ช่วงต่อเวลาพิเศษเริ่มต้นด้วยความระมัดระวังของทั้งสองทีม เนเธอร์แลนด์พยายามใช้ลูกตั้งเตะจาก คูปไมเนอร์ส ส่วนโมร็อกโกเน้นการครองบอลและรอจังหวะเข้าทำ นาทีที่ 96 โมร็อกโกเกือบได้ประตูชัยจาก ซูฟียาน ราฮิมี ที่หาพื้นที่ยิงในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งไปทางซ้ายของประตู แต่แฟร์บรูกเกนพุ่งเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้เนเธอร์แลนด์ยังอยู่ในเกม
หลังจากนั้นจังหวะของเกมเริ่มช้าลง ทั้งสองทีมมีความระวังมากขึ้น เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการตกรอบ เนเธอร์แลนด์เปลี่ยน มาร์เทน เดอ โรน ลงแทน เฟรงกี้ เดอ ยอง ในนาที 110 และส่ง จัสติน ไคลเวิร์ต ลงแทน กัคโป ในนาที 113 แต่ไม่มีทีมใดสร้างประตูเพิ่มได้ ครบ 120 นาทีเสมอ 1-1 ทำให้ผู้ชนะต้องถูกตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ
ดวลจุดโทษ โมร็อกโกนิ่งกว่า ชนะ 3-2
การดวลจุดโทษเริ่มด้วย เทิน คูปไมเนอร์ส ยิงให้เนเธอร์แลนด์เข้าไปก่อน ขณะที่ นีล เอล อายนาอุย ยิงชนคาน ทำให้เนเธอร์แลนด์ได้เปรียบในช่วงต้น แต่จังหวะต่อมาจัสติน ไคลเวิร์ต ยิงไปชนเสา และ ซูฟียาน ราฮิมี ยิงเข้า แม้แฟร์บรูกเกนจะปัดได้แต่หยุดบอลไม่อยู่ จากนั้น เวาต์ เวกฮอร์สต์ ยิงเข้าให้เนเธอร์แลนด์กลับมานำอีกครั้ง แต่ เชมส์ดีน ตาลบี ก็ตอบโต้ด้วยการยิงเข้าอย่างเฉียบขาด
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ควินเทน ทิมเบอร์ ยิงหลุดกรอบไปไกล แม้ อัชราฟ ฮาคิมี จะยิงชนเสา ทำให้โมร็อกโกยังปิดเกมไม่ได้ แต่เนเธอร์แลนด์ก็พลาดอีกครั้งเมื่อ ซัมเมอร์วิลล์ ยิงไปติดเซฟของโบนู ก่อนที่ อิสมาเอล ไซบารี จะรับหน้าที่สังหารลูกตัดสินและยิงเข้ามุมซ้ายล่างอย่างเยือกเย็น ส่งให้โมร็อกโกชนะจุดโทษ 3-2 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 1-1
สถิติสำคัญ
- การครองบอล : เนเธอร์แลนด์ 30% – 70% โมร็อกโก
- โอกาสยิง : เนเธอร์แลนด์ 6 – 11 โมร็อกโก
- ยิงตรงกรอบ : เนเธอร์แลนด์ 2 – 5 โมร็อกโก
- ใบเหลือง : เนเธอร์แลนด์ 0 – 1 โมร็อกโก
- ใบแดง : เนเธอร์แลนด์ 0 – 0 โมร็อกโก
- เตะมุม : เนเธอร์แลนด์ 5 – 8 โมร็อกโก
บทสรุป
โมร็อกโกผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้จากชัยชนะที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและความนิ่ง พวกเขาเกือบเสียเกมหลังโดนเนเธอร์แลนด์ขึ้นนำในนาที 72 แต่ประตูของ อิสซา ดิย็อป ในนาที 90+1 ทำให้ทีมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก่อนที่การดวลจุดโทษจะกลายเป็นพื้นที่พิสูจน์สมาธิของผู้เล่น และโบนูก็ยังแสดงบทบาทสำคัญในฐานะผู้รักษาประตูของเกมน็อกเอาต์
สำหรับเนเธอร์แลนด์ เกมนี้คือความเจ็บปวดของทีมที่อยู่ใกล้ชัยชนะในเวลา 90 นาที แต่ไม่สามารถปิดเกมได้ ความผิดพลาดในการดวลจุดโทษกลายเป็นรายละเอียดที่ตัดสินเส้นทางฟุตบอลโลก 2026 ของพวกเขา ส่วนโมร็อกโกเดินหน้าต่อด้วยชัยชนะที่มีความหมายมากกว่าแค่ผลการแข่งขัน เพราะนี่คือเกมที่ตอกย้ำว่าทีมที่ยืนระยะได้จนถึงวินาทีสุดท้ายเท่านั้น จึงจะอยู่รอดในรอบน็อกเอาต์ของทัวร์นาเมนต์นี้
More Stories
อาร์เจนตินาแซงอังกฤษ 2-1 ท้ายเกม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026
สเปนดับฝรั่งเศส 2-0 ทะลุชิง ฟุตบอลโลก 2026 หลังเกมรุกเฉียบขาดและแนวรับไร้รอยรั่ว
วิเคราะห์ก่อนเกม : อังกฤษ พบ อาร์เจนตินา ฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ