18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

สเปนดับฝรั่งเศส 2-0 ทะลุชิง ฟุตบอลโลก 2026 หลังเกมรุกเฉียบขาดและแนวรับไร้รอยรั่ว

สเปนคว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 หลังเอาชนะฝรั่งเศส 2-0 โอยาร์ซาบาลยิงจุดโทษเปิดสกอร์ ก่อนปอร์โรบวกประตูที่สอง ขณะที่อูไน ซิมอนเซฟสำคัญช่วงท้ายเกม ช่วยให้ทัพกระทิงดุปิดเกมด้วยคลีนชีต

สเปนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 หลังเอาชนะฝรั่งเศส 2-0 ในเกมรอบรองชนะเลิศที่ตัดสินกันด้วยความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย มิเกล โอยาร์ซาบาล ยิงจุดโทษเปิดทางในครึ่งแรก ก่อน เปโดร ปอร์โร จะเติมขึ้นมาปิดบัญชีในครึ่งหลัง ส่งทัพกระทิงดุรักษาความได้เปรียบจนจบการแข่งขัน

ฝรั่งเศสมีช่วงที่ได้ครองบอลและพยายามสร้างแรงกดดันผ่าน คีลิยัน เอ็มบัปเป, อุสมาน เดมเบเล และตัวสำรองอย่าง เดซีเร ดูเอ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูได้ โดยเฉพาะช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ อูไน ซิมอน ต้องออกแรงเซฟสองจังหวะสำคัญ ช่วยให้สเปนจบเกมด้วยคลีนชีตและคว้าตั๋วเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

ก่อนเกม ประเด็นเรื่องความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายและการควบคุมแดนกลางถูกมองว่าเป็นหัวใจของ วิเคราะห์ก่อนเกม ฝรั่งเศส พบ สเปน และเมื่อการแข่งขันจบลง สเปนแสดงให้เห็นชัดว่าพวกเขาทำได้ดีกว่าในทั้งสองด้าน 

ฝรั่งเศสเริ่มต้นคึกคัก แต่สเปนคุมพื้นที่อันตรายได้ดี

ฝรั่งเศสเปิดเกมด้วยความพยายามโจมตีจากริมเส้น แบรดลีย์ บาร์โคลา สร้างจังหวะจนได้ลูกเตะมุมตั้งแต่นาที 6 ขณะที่ อาเดรียง ราบิโอต์ ได้ยิงจากแถวสองแต่บอลหลุดกรอบออกไป เกมของทัพตราไก่เน้นการหาพื้นที่ให้ เอ็มบัปเป และ ไมเคิล โอลิเซ เคลื่อนที่ระหว่างแนวรับสเปน แต่จังหวะสุดท้ายยังขาดความแม่นยำ

สเปนไม่ได้เร่งเกมมากนักในช่วงต้น แต่เลือกครองบอลและรอเล่นงานเมื่อฝรั่งเศสเสียตำแหน่ง ลามีน ยามาล พยายามใช้ความเร็วเข้าหาแนวรับ ขณะที่ อเล็กซ์ บาเอนา และ ดานี โอลโม เคลื่อนที่หาพื้นที่รอบเขตโทษ การเล่นอย่างอดทนของสเปนเริ่มสร้างแรงกดดัน จน ราบิโอต์ ต้องตัดเกมและรับใบเหลืองตั้งแต่นาที 9

โอยาร์ซาบาลสังหารจุดโทษ สเปนขึ้นนำในนาที 22

จุดเปลี่ยนแรกของเกมเกิดขึ้นในนาที 20 เมื่อ ลูกาส์ ดีญ ทำฟาวล์ผู้เล่นสเปนในเขตโทษ ผู้ตัดสิน อีวาน บาร์ตัน ชี้ไปที่จุดโทษทันที ก่อนที่ มิเกล โอยาร์ซาบาล จะรับหน้าที่สังหารในนาที 22 และยิงบอลเสียบด้านขวาอย่างเด็ดขาด ไมค์ เมญอง พุ่งไปไม่ถึง ส่งสเปนออกนำ 1-0

หลังเสียประตู ฝรั่งเศสพยายามกลับมาคุมจังหวะด้วยการต่อบอลสั้น แต่ต้องเผชิญปัญหาเพิ่มเติมเมื่อ วิลเลียม ซาลิบา มีอาการบาดเจ็บและเล่นต่อไม่ไหว ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ จำเป็นต้องส่ง มักซ็องซ์ ลาครัวซ์ ลงมาแทนในนาที 30 การเปลี่ยนแนวรับกลางเกมทำให้ฝรั่งเศสต้องปรับโครงสร้างเร็วกว่าที่วางแผนไว้

มาร์ก กูกูเรยา รับใบเหลืองในนาที 31 จากการเข้าสกัดหนัก เปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสได้ฟรีคิกบริเวณหน้าเขตโทษ แต่ลูกเปิดของ เดมเบเล ถูก อูไน ซิมอน ออกมารับได้อย่างมั่นใจ ฝรั่งเศสยังพยายามตอบโต้ผ่าน บาร์โคลา และ เอ็มบัปเป ทว่าหลายจังหวะถูกบล็อกหรือถูกจับล้ำหน้า

สเปนเกือบบวกประตูเพิ่มก่อนหมดครึ่งแรก

ช่วงท้ายครึ่งแรก สเปนเริ่มกลับมาเป็นฝ่ายสร้างโอกาสได้ชัดเจน เปโดร ปอร์โร ยิงจากนอกเขตโทษข้ามคาน ขณะที่ ฟาเบียน รุยซ์ ได้ซัดจากในกรอบในนาที 38 แต่แนวรับฝรั่งเศสตามมาบล็อกได้ทันเวลา

ฝรั่งเศสพยายามเร่งเครื่องในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่การขึ้นเกมยังไม่สามารถทะลุแนวรับที่ยืนตำแหน่งอย่างเป็นระบบของสเปนได้ เอ็มบัปเปถูกจับล้ำหน้าหลายครั้ง ขณะที่การเปิดบอลของ ดีญ และ โอลิเซ ยังไม่สามารถสร้างโอกาสยิงแบบจะแจ้ง จบครึ่งแรกด้วยการนำของสเปน 1-0

ฝรั่งเศสปรับแดนกลาง แต่สเปนยังควบคุมเกม

เริ่มครึ่งหลัง ฝรั่งเศสส่ง มานู โกเน ลงแทน ราบิโอต์ เพื่อเพิ่มพลังและความคล่องตัวในแดนกลาง ทีมของเดส์ชองส์พยายามเล่นเร็วขึ้น โดยมีจังหวะที่ เอ็มบัปเป แทงบอลให้ บาร์โคลา หลุดเข้าไปเกือบได้ดวลกับผู้รักษาประตู แต่แนวรับสเปนสกัดออกไปได้ก่อน

สเปนยังสร้างความอันตรายได้ต่อเนื่อง โอยาร์ซาบาลมีโอกาสยิงจากหน้าเขตโทษในนาที 52 แต่บอลข้ามคานออกไป ขณะที่ บาร์โคลา พยายามลากบอลเข้าเขตโทษในนาที 55 ก่อนถูก อูไน ซิมอน ออกมาปิดมุมและเก็บบอลไว้ได้

ปอร์โรยิงปิดบัญชี สเปนหนีเป็น 2-0

ประตูที่สองของสเปนเกิดขึ้นในนาที 58 จากการประสานงานที่รวดเร็วและแม่นยำ ดานี โอลโม รับบอลบริเวณหน้าเขตโทษก่อนแทงย้อนแนวรับให้ เปโดร ปอร์โร เติมขึ้นมารับบอลในกรอบเขตโทษ และยิงจังหวะแรกเสียบมุมขวาอย่างเฉียบขาด ส่งสเปนหนีเป็น 2-0

เพียงสามนาทีต่อมา ลามีน ยามาล ส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่าย หลังตัดจากด้านขวาเข้ามายิงอย่างสวยงาม แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า ทำให้สเปนไม่ได้ประตูที่สาม แม้สกอร์ไม่เปลี่ยน แต่จังหวะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสเริ่มเปิดพื้นที่ด้านหลังมากขึ้นจากการเร่งเกมบุก

ฝรั่งเศสเร่งเครื่อง แต่เจาะอูไน ซิมอนไม่ผ่าน

ฝรั่งเศสพยายามแก้สถานการณ์ด้วยการส่ง เดซีเร ดูเอ, รายาน แชร์กี และ เตโอ แอร์กน็องเดซ ลงสนาม เพื่อเพิ่มมิติในเกมรุก เอ็มบัปเปมีโอกาสยิงจากหน้าเขตโทษแต่ถูกบล็อก ก่อนที่ โอเรเลียง ชูอาเมนี จะได้โหม่งจากลูกเตะมุม แต่บอลข้ามคานออกไป

สเปนเริ่มปรับเกมเพื่อรักษาความสดและควบคุมจังหวะ โดยส่ง เฟร์ราน ตอร์เรส, มิเกล เมรีโน และ เปดรี ลงมาแทน โอยาร์ซาบาล, โอลโม และ ฟาเบียน รุยซ์ เฟร์รานเกือบทำประตูได้ทันทีจากลูกโหม่งในนาที 78 แต่บอลหลุดเสาซ้ายออกไปเพียงเล็กน้อย

ช่วงท้ายเกม เดซีเร ดูเอ ยิงไกลบังคับให้ อูไน ซิมอน ต้องออกแรงเซฟ ขณะที่ เอ็มบัปเป ได้ยิงฟรีคิกจากระยะอันตรายในนาที 88 แต่บอลข้ามคานออกไป กองหน้าฝรั่งเศสรับใบเหลืองก่อนหน้านั้นจากการเข้าสกัดหนัก ยิ่งทำให้เกมของเจ้าตัวเต็มไปด้วยความอึดอัด

อูไน ซิมอนเซฟท้ายเกม สเปนรักษาคลีนชีต

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ฝรั่งเศสเปิดเกมบุกเต็มกำลังและสร้างโอกาสดีที่สุดของเกมได้สองครั้ง เดมเบเลรับบอลในเขตโทษก่อนยิงตรงกลางประตูในนาที 90+5 แต่ อูไน ซิมอน ยังยืนตำแหน่งดีและป้องกันไว้ได้

หนึ่งนาทีต่อมา เดมเบเลลากบอลฝ่าแนวรับเข้าไปยิงอีกครั้ง แต่ผู้รักษาประตูสเปนยังปัดออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบการแข่งขันในนาที 90+8 ยืนยันชัยชนะ 2-0 ของสเปน

รายชื่อผู้ทำประตู

สเปน

  • 22′ มิเกล โอยาร์ซาบาล จุดโทษ
  • 58′ เปโดร ปอร์โร

ใบเหลือง

ฝรั่งเศส

  • 9′ อาเดรียง ราบิโอต์
  • 86′ คีลิยัน เอ็มบัปเป

สเปน

  • 31′ มาร์ก กูกูเรยา

เหตุการณ์สำคัญ

  • 20′ สเปนได้จุดโทษจากจังหวะที่ ลูกาส์ ดีญ ทำฟาวล์ในเขตโทษ
  • 22′ โอยาร์ซาบาลยิงจุดโทษให้สเปนนำ 1-0
  • 30′ วิลเลียม ซาลิบา บาดเจ็บและถูกเปลี่ยนตัวออก
  • 58′ ปอร์โรยิงให้สเปนหนีเป็น 2-0
  • 61′ ยามาลยิงเข้า แต่ถูกจับล้ำหน้า
  • 88′ เอ็มบัปเปยิงฟรีคิกข้ามคาน
  • 90+5′ และ 90+6′ อูไน ซิมอนเซฟลูกยิงของเดมเบเลสองครั้งติดต่อกัน
  • 90+8′ จบเกม สเปนชนะฝรั่งเศส 2-0

บทสรุป

สเปนคว้าชัยจากการบริหารเกมที่ครบถ้วนกว่า ทั้งการรักษาระยะห่างระหว่างแนวรับ การรับมือความเร็วของตัวรุกฝรั่งเศส และความเฉียบขาดเมื่อมีโอกาส โอยาร์ซาบาลรับหน้าที่จากจุดโทษได้อย่างเยือกเย็น ก่อนที่ ปอร์โร จะเติมเกมรุกขึ้นมาทำประตูที่สองจากการสร้างสรรค์ของ โอลโม

ฝรั่งเศสไม่ได้ขาดความพยายาม แต่จังหวะสำคัญในพื้นที่สุดท้ายยังไม่ดีพอ เอ็มบัปเปถูกจำกัดพื้นที่และติดล้ำหน้าหลายครั้ง ขณะที่ เดมเบเล ต้องรอจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บจึงได้โอกาสยิงแบบชัดเจน เมื่อรวมกับการบาดเจ็บของ ซาลิบา ตั้งแต่ครึ่งแรก ทำให้ทีมของเดส์ชองส์ไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้

ชัยชนะครั้งนี้ส่งสเปนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ด้วยผลงานที่แข็งแกร่งทั้งเกมรุกและเกมรับ พร้อมยืนยันสถานะของทีมที่สามารถควบคุมรายละเอียดในเกมใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ