18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

อังกฤษแซงชนะดีอาร์ คองโก 2-1 Harry Kane เหมาสองประตูพาทีมเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

อังกฤษผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 หลังพลิกกลับมาชนะดีอาร์ คองโก 2-1 จากสองประตูของ Harry Kane แม้จะโดนนำตั้งแต่นาทีที่ 7 จาก Brian Cipenga แต่ครึ่งหลังอังกฤษเร่งเกมต่อเนื่อง ก่อน Kane จะโหม่งตีเสมอและยิงประตูชัยช่วงท้ายเกม
อังกฤษแซงชนะดีอาร์ คองโก 2-1 Harry Kane เหมาสองประตูพาทีมเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

อังกฤษผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ หลังพลิกสถานการณ์จากการตามหลังตั้งแต่ต้นเกม กลับมาเอาชนะดีอาร์ คองโก 2-1 ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย เกมนี้เริ่มต้นด้วยความผิดพลาดของอังกฤษในเกมรับและความเฉียบคมของดีอาร์ คองโก ก่อนที่ครึ่งหลัง Harry Kane จะกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญจากสองประตูในช่วงท้ายเกม

ดีอาร์ คองโกออกนำก่อนจาก Brian Cipenga นาทีที่ 7 และมีโอกาสหนีห่างจาก Yoane Wissa ที่ยิงชนเสาในครึ่งแรก ขณะที่อังกฤษเจอปัญหาใหญ่ในการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตู แม้จะสร้างจังหวะลุ้นได้หลายครั้ง แต่ Lionel Mpasi-Nzau ทำผลงานโดดเด่นด้วยการเซฟลูกสำคัญต่อเนื่อง หลายประเด็นในเกมนี้สอดคล้องกับภาพที่ถูกจับตาไว้ตั้งแต่ วิเคราะห์ก่อนเกม อังกฤษ พบ ดีอาร์ คองโก โดยเฉพาะความกดดันของอังกฤษเมื่อต้องเจอกับเกมสวนกลับที่เล่นได้เร็วและตรงเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม แรงกดดันของอังกฤษในครึ่งหลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ Kane จะโหม่งตีเสมอนาที 75 และยิงประตูชัยนาที 86 

ครึ่งแรก ดีอาร์ คองโกออกนำเร็ว อังกฤษบุกแต่ยังเจาะไม่เข้า

เกมเริ่มต้นด้วยอังกฤษเป็นฝ่ายครองบอลและพยายามตั้งเกมจากแดนกลางตั้งแต่นาทีแรก Declan Rice มีจังหวะพาบอลเข้าเขตโทษ แต่ยังไม่สามารถหาพื้นที่จบสกอร์ได้ ขณะที่ดีอาร์ คองโกพยายามเล่นบอลเร็วและหาช่องว่างด้านหลังแนวรับอังกฤษ โดย Yoane Wissa หลุดเข้าไปอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าตั้งแต่นาทีที่ 2 เป็นสัญญาณว่าเกมสวนกลับของทีมจากแอฟริกาพร้อมสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา

จุดเปลี่ยนแรกของเกมเกิดขึ้นเร็วในนาทีที่ 7 เมื่อ Brian Cipenga ได้จังหวะเข้าทำบริเวณกรอบเขตโทษ ก่อนยิงต่ำเสียบมุมซ้ายล่างอย่างเฉียบขาด ส่งให้ดีอาร์ คองโกขึ้นนำ 1-0 ประตูนี้ทำให้รูปเกมเปลี่ยนทันที อังกฤษต้องเร่งจังหวะบุกเร็วขึ้น ขณะที่ดีอาร์ คองโกถอยลงมาปิดพื้นที่และรอจังหวะสวนกลับจากความเร็วของแนวรุก

หลังเสียประตู อังกฤษพยายามเพิ่มน้ำหนักเกมบุกผ่าน Marcus Rashford, Noni Madueke และ Jude Bellingham แต่การเปิดบอลจากริมเส้นหลายครั้งยังไม่แม่นพอ นาทีที่ 14 Declan Rice เปิดลูกเตะมุมไม่ดีจนบอลออกหลัง ก่อนที่อังกฤษจะยังคงต่อบอลหาจังหวะเจาะ แต่แนวรับดีอาร์ คองโกจัดระเบียบได้ค่อนข้างดี

นาทีที่ 19 อังกฤษเจอปัญหาเรื่องวินัยเมื่อ Jude Bellingham ทำฟาวล์หนักและได้รับใบเหลืองจาก Adham Makhadmeh จากนั้นเกมเริ่มมีจังหวะปะทะมากขึ้น ทั้ง Marcus Rashford และ Noni Madueke ต่างมีจังหวะทำฟาวล์ในช่วงกลางครึ่งแรก ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าพักดื่มน้ำในนาทีที่ 23 เนื่องจากสภาพอากาศร้อน

ช่วงท้ายครึ่งแรก อังกฤษเริ่มสร้างโอกาสชัดเจนมากขึ้น นาทีที่ 30 Jude Bellingham ได้โหม่งจากจังหวะเปิดเข้าเขตโทษ แต่ Lionel Mpasi-Nzau เซฟไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม จากนั้นอังกฤษยังได้จังหวะลุ้นจาก Noni Madueke และ Marcus Rashford แต่บอลติดบล็อกแนวรับดีอาร์ คองโก ทำให้สกอร์ยังไม่ขยับ

นาทีที่ 42 ดีอาร์ คองโกเกือบได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ Yoane Wissa หลุดเข้าไปยิงอย่างดุดัน บอลพุ่งผ่าน Jordan Pickford ไปแล้ว แต่ไปชนเสาขวาอย่างน่าเสียดาย จังหวะนี้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของเกม เพราะหากดีอาร์ คองโกหนีเป็น 2-0 ภาพรวมของเกมอาจเปลี่ยนไปอย่างมาก

อังกฤษมีจังหวะเรียกร้องจุดโทษในนาทีที่ 44 หลัง Harry Kane ล้มลงในเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินไม่เป่าทันที ก่อนหยุดเกมเพื่อเช็ก VAR และยืนยันว่าไม่เป็นจุดโทษ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บอังกฤษยังมีโอกาสทองจาก Jude Bellingham นาที 45+2 และ Harry Kane นาที 45+7 แต่ Lionel Mpasi-Nzau ยังโชว์เซฟสำคัญต่อเนื่อง จบครึ่งแรกดีอาร์ คองโกนำอังกฤษ 1-0

ครึ่งหลัง อังกฤษเร่งเกมต่อเนื่องก่อน Kane ปลดล็อก

ครึ่งหลังเริ่มต้นด้วยดีอาร์ คองโกพยายามคุมจังหวะผ่านการต่อบอลกลางสนาม ขณะที่อังกฤษกลับมาเล่นด้วยความเร่งรีบมากขึ้น นาทีที่ 48 Noni Madueke เปิดบอลเข้าเขตโทษแต่ถูกแนวรับสกัด ก่อนที่อังกฤษจะได้ลูกเตะมุมต่อเนื่องในนาที 49 และ 51 แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้

นาทีที่ 51 Marcus Rashford มีจังหวะเด่นที่สุดช่วงต้นครึ่งหลัง เมื่อใช้ความสามารถเฉพาะตัวเลี้ยงผ่านแนวรับดีอาร์ คองโกเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตู ก่อนยิงหลุดกรอบไปแบบหวุดหวิด เป็นจังหวะที่สะท้อนว่าอังกฤษเริ่มเจาะพื้นที่ได้มากขึ้น แต่ปัญหาเดิมคือการจบสกอร์ยังไม่เฉียบขาดพอ

นาทีที่ 54 Rashford ได้โหม่งจากบริเวณใกล้จุดโทษ แต่บอลข้ามคานออกไป จากนั้นอังกฤษยังคงพยายามเปิดบอลเข้าพื้นที่อันตราย แต่ Harry Kane ยังถูกตัดบอลและไม่ได้โอกาสยิงถนัดมากนัก เกมผ่านหนึ่งชั่วโมงแรก อังกฤษยังตามหลัง 0-1 ทำให้ Thomas Tuchel ต้องปรับเกมรุก

นาทีที่ 61 อังกฤษส่ง Bukayo Saka ลงแทน Noni Madueke และ Anthony Gordon ลงแทน Marcus Rashford เพื่อเพิ่มความเร็วและความหลากหลายในแนวรุก ด้านดีอาร์ คองโกเปลี่ยน Nathanael Mbuku ออกและส่ง Meschack Elia ลงมาในนาทีที่ 64 ก่อนที่เกมจะเข้าสู่ช่วงพักดื่มน้ำอีกครั้งในนาทีที่ 68

การเปลี่ยนตัวของอังกฤษเริ่มส่งผลต่อรูปเกมเมื่อ Bukayo Saka มีบทบาททางริมเส้นมากขึ้น นาทีที่ 70 อังกฤษส่ง Eberechi Eze ลงแทน Djed Spence เพื่อเพิ่มมิติการสร้างสรรค์เกมในพื้นที่สุดท้าย จากนั้นอังกฤษเดินหน้ากดดันต่อเนื่อง ทั้งลูกเปิดจาก Bellingham และ Saka แม้หลายจังหวะยังถูกแนวรับดีอาร์ คองโกสกัดได้

นาทีที่ 75 ความพยายามของอังกฤษสำเร็จ เมื่อ Harry Kane ขึ้นโหม่งจากจังหวะเปิดบอลอย่างแม่นยำ บอลพุ่งเสียบเสาซ้ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด อังกฤษตีเสมอ 1-1 ประตูนี้ทำให้โมเมนตัมของเกมเปลี่ยนกลับมาอยู่กับอังกฤษทันที ขณะที่ดีอาร์ คองโกต้องเริ่มออกจากพื้นที่ตั้งรับและพยายามหาจังหวะตอบโต้มากขึ้น

หลังเสียประตู ดีอาร์ คองโกเปลี่ยน Brian Cipenga ออกและส่ง Theo Bongonda ลงมา พร้อมกับเปลี่ยน Ngalayel Mukau เป็น Edo Kayembe ในนาทีที่ 76 แต่ภาพรวมเกมยังเป็นอังกฤษที่ครองจังหวะบุกได้มากกว่า Saka, Gordon และ Eze ช่วยให้แนวรุกอังกฤษเคลื่อนที่หลากหลายขึ้น แม้จังหวะสุดท้ายหลายครั้งยังติดแนวรับ

ช่วงท้ายเกม Kane ยิงประตูชัย อังกฤษปิดงานสำเร็จ

นาทีที่ 85 ดีอาร์ คองโกมีโอกาสสำคัญจาก Meschack Elia ที่เก็บบอลจังหวะสองหน้าเขตโทษ ก่อนยิงต่ำเข้ากรอบ แต่ Jordan Pickford ยังโชว์ปฏิกิริยาเร็ว เซฟลูกยิงไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม จังหวะนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดชี้ขาดของเกม เพราะหลังจากดีอาร์ คองโกพลาดโอกาสขึ้นนำ อังกฤษก็ลงโทษทันทีในจังหวะถัดมา

นาทีที่ 86 Harry Kane รับบอลจากจังหวะจ่ายที่แม่นยำ ก่อนวางเท้ายิงอย่างเยือกเย็น บอลพุ่งเสียบมุมขวาบนเข้าไป อังกฤษแซงนำ 2-1 เป็นประตูที่สองของ Kane ในเกมนี้ และเป็นประตูที่เปลี่ยนสถานการณ์จากเกมที่อังกฤษเกือบตกรอบ ให้กลายเป็นทีมที่กำลังจะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

ช่วงท้ายเกมดีอาร์ คองโกพยายามปรับเกมรุก โดยส่ง Joris Kayembe และ Fiston Mayele ลงมาในนาทีที่ 89 แทน Arthur Masuaku และ Samuel Moutoussamy ขณะที่อังกฤษเปลี่ยน John Stones ลงมาแทน Declan Rice ในนาทีที่ 90+1 เพื่อเสริมความแน่นอนในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

แม้ดีอาร์ คองโกจะพยายามเปิดบอลเข้าพื้นที่สุดท้ายและได้ฟรีคิกระยะกลางในนาที 90+7 จาก Yoane Wissa แต่ลูกยิงข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนที่ Adham Makhadmeh จะเป่านกหวีดจบเกมในนาที 90+7 อังกฤษชนะดีอาร์ คองโก 2-1 และผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

ประเด็นสำคัญของเกม

ประเด็นแรกคือความเฉียบขาดของ Harry Kane ในช่วงเวลาที่อังกฤษต้องการประตูมากที่สุด ตลอดครึ่งแรก Kane มีโอกาสทองแต่ยังไม่สามารถผ่าน Lionel Mpasi-Nzau ได้ แต่ในครึ่งหลังเขาตอบสนองด้วยสองประตูสำคัญ ทั้งลูกโหม่งตีเสมอและลูกยิงประตูชัย นาที 75 และ 86 ทำให้เกมนี้กลายเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่แสดงให้เห็นบทบาทของกองหน้าระดับสูงในเกมน็อกเอาต์

ประเด็นที่สองคือดีอาร์ คองโกมีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์จริง พวกเขาออกนำเร็ว มีจังหวะชนเสาจาก Yoane Wissa และยังได้โอกาสสำคัญจาก Meschack Elia ในช่วงท้ายเกม แต่จังหวะตัดสินยังไม่คมพอ ขณะที่อังกฤษแม้จะเริ่มเกมติดขัดและเจอแรงกดดันหนัก แต่คุณภาพในพื้นที่สุดท้ายและการเปลี่ยนตัวในครึ่งหลังช่วยให้ทีมกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้

สรุปผลการแข่งขัน

อังกฤษ 2-1 ดีอาร์ คองโก

ผู้ทำประตู
ดีอาร์ คองโก: Brian Cipenga 7′
อังกฤษ: Harry Kane 75′, 86′

ใบเหลือง
อังกฤษ: Jude Bellingham 19′
ดีอาร์ คองโก: Noah Sadiki 28′

สถิติสำคัญ

  • การครองบอล : 60% – 40%
  • โอกาสยิง : 16 – 7
  • ยิงตรงกรอบ : 7 – 2
  • ใบเหลือง : 1 – 1
  • ใบแดง : 0 – 0
  • เตะมุม : 5 – 3

ใบเหลือง

  • อังกฤษ: Jude Bellingham 19′
  • ดีอาร์ คองโก: Noah Sadiki 28′

ใบแดง

  • ไม่มี

บทสรุป

เกมนี้เป็นชัยชนะที่ไม่ได้ง่ายสำหรับอังกฤษ เพราะดีอาร์ คองโกวางเกมได้ดีและสร้างปัญหาให้แนวรับอังกฤษตั้งแต่ต้นเกม การขึ้นนำเร็วทำให้ทีมจากแอฟริกามีความมั่นใจ และหลายจังหวะพวกเขาเกือบทำให้เกมพลิกไปไกลกว่านี้ โดยเฉพาะลูกยิงชนเสาของ Yoane Wissa และโอกาสของ Meschack Elia ในช่วงท้ายครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตาม อังกฤษยังแสดงให้เห็นคุณภาพของทีมใหญ่ในเกมน็อกเอาต์ เมื่อสามารถเพิ่มแรงกดดัน ปรับตัวจากม้านั่งสำรอง และใช้ประสบการณ์ของ Harry Kane เปลี่ยนโอกาสสำคัญให้เป็นประตูได้สำเร็จ ชัยชนะ 2-1 ทำให้อังกฤษผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย พร้อมบทเรียนสำคัญว่าทุกเกมในฟุตบอลโลก 2026 ไม่มีพื้นที่ให้เริ่มต้นช้าอีกต่อไป