18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

บราซิลพลิกแซงญี่ปุ่น 2-1 มาร์ติเนลลี่ซัดชัยทดเจ็บ ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย

บราซิลพลิกแซงญี่ปุ่น 2-1 มาร์ติเนลลี่ซัดชัยทดเจ็บ ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ระหว่าง บราซิล พบ ญี่ปุ่น จบลงด้วยชัยชนะของบราซิล 2-1 ในเกมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันตั้งแต่ต้นจนจบ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจาก ไคชู ซาโนะ ในนาที 29 ก่อนที่บราซิลจะเร่งเกมในครึ่งหลังและตีเสมอจาก คาเซมิโร่ นาที 56 แล้วมาได้ประตูชัยจาก กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ในนาที 90+5

เกมนี้สะท้อนความต่างระหว่างทีมที่เล่นด้วยวินัยและทีมที่มีคุณภาพในการจัดการช่วงเวลาสำคัญ ญี่ปุ่นทำได้ดีมากในครึ่งแรก ทั้งการยืนตำแหน่งเกมรับ การตัดจังหวะโจมตี และการใช้โอกาสที่มีอย่างเฉียบคม แต่บราซิลค่อย ๆ เพิ่มแรงกดดันหลังพักครึ่ง ก่อนเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมได้สำเร็จในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเริ่มถอยลึกมากขึ้น

หลายประเด็นที่ถูกจับตาใน วิเคราะห์ก่อนเกม : บราซิล พบ ญี่ปุ่น ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีม ปรากฏชัดในแมตช์นี้ โดยเฉพาะวินัยเกมรับของญี่ปุ่น จังหวะสวนกลับที่สร้างความกดดันให้บราซิล และคุณภาพเชิงลึกของทีมแซมบ้าที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในครึ่งหลัง 

ครึ่งแรก ญี่ปุ่นวินัยแน่น ซาโนะยิงคมพาทีมนำ

บราซิลเริ่มเกมด้วยความพยายามครองจังหวะบุกและใช้พื้นที่ด้านข้างเป็นตัวเปิดเกม นาที 2 บรูโน่ กิมาไรส์ได้จังหวะยิงที่ถูกบล็อก ก่อนที่บราซิลจะได้ลูกเตะมุมต่อเนื่องในช่วงต้นเกม แต่แนวรับญี่ปุ่นยังช่วยกันเคลียร์ได้ดี ขณะที่ญี่ปุ่นเลือกเล่นอย่างอดทน ไม่เปิดพื้นที่ให้บราซิลโจมตีง่าย และพยายามตอบโต้ผ่านจังหวะสวนกลับกับบอลริมเส้น

นาที 14 บราซิลมีโอกาสลุ้นจาก มาเตอุส คุนญ่า ที่ยิงแรงจากหน้าเขตโทษ แต่ ซิออน ซูซูกิ ยังเซฟไว้ได้ ขณะที่ คาสเซมิโร่ รับใบเหลืองจากจังหวะทำฟาวล์ในนาทีเดียวกัน หลังจากนั้นญี่ปุ่นเริ่มสร้างอันตรายมากขึ้นจากลูกตั้งเตะ นาที 16 ไดจิ คามาดะ ได้โอกาสจากฟรีคิกแต่ยังติดกำแพง ก่อนที่ญี่ปุ่นจะได้เตะมุมต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญของครึ่งแรกเกิดขึ้นในนาที 29 เมื่อ ไคชู ซาโนะ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวพาบอลผ่านคู่แข่ง ก่อนยิงจากบริเวณหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเสียบมุมล่างซ้ายอย่างเด็ดขาด ทำให้ญี่ปุ่นขึ้นนำ 1-0 เป็นประตูที่เปลี่ยนภาพรวมของเกมทันที เพราะจากเดิมบราซิลเป็นฝ่ายคุมจังหวะบุก ญี่ปุ่นกลับได้สถานการณ์ที่ต้องการ คือการนำก่อนและบังคับให้บราซิลต้องเร่งเกมมากขึ้น

หลังเสียประตู บราซิลพยายามยกระดับเกมรุก วินิซิอุส จูเนียร์ มีจังหวะหลุดเข้าไปยิงในนาที 34 แต่ ซิออน ซูซูกิ ออกมาปิดมุมได้ดี นาที 38 มาเตอุส คุนญ่า ได้ยิงต่ำตรงกลางประตู แต่ผู้รักษาประตูญี่ปุ่นยังรับไว้ได้สบาย ช่วงท้ายครึ่งแรกบราซิลครอสบอลเข้าเขตโทษหลายครั้ง แต่ญี่ปุ่นเคลียร์ได้ต่อเนื่อง ก่อนจบ 45 นาทีแรกด้วยสกอร์บราซิลตามหลังญี่ปุ่น 0-1

ครึ่งหลัง บราซิลเร่งเกม คาเซมิโร่โขกตีเสมอ

เริ่มครึ่งหลัง บราซิลต้องเปลี่ยนตัวทันทีเมื่อ ลูคัส ปาเกต้า เล่นต่อไม่ไหวจากอาการบาดเจ็บ และถูกแทนที่โดย เอ็นดริค การเปลี่ยนตัวนี้ทำให้บราซิลปรับจังหวะเกมรุกให้ตรงขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นยังพยายามรักษาระเบียบเกมรับและปิดพื้นที่หน้าเขตโทษ แต่แรงกดดันจากบราซิลเริ่มเพิ่มขึ้นชัดเจน

นาที 52 บราซิลเกือบได้ประตูจากจังหวะโหม่งของ บรูโน่ กิมาไรส์ หลังได้รับบอลเปิดเข้าเขตโทษ แต่ ซิออน ซูซูกิ โชว์เซฟสำคัญปัดออกไปได้ จากนั้นนาที 54 คาสเซมิโร่มีโอกาสโหม่งใกล้ประตู แต่ยังโดนแนวรับญี่ปุ่นช่วยบล็อกไว้ได้ทัน อย่างไรก็ตาม แรงกดดันต่อเนื่องของบราซิลเริ่มทำให้ญี่ปุ่นรับลึกมากขึ้นและเสียจังหวะในการดันเกมสวนกลับ

นาที 56 บราซิลตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะที่ กาเบรียล จ่ายบอลให้ คาสเซมิโร่ ในพื้นที่อันตราย หลังบอลครอสหลุดผ่านผู้รักษาประตูไปถึงเสาสอง คาสเซมิโร่ขึ้นโหม่งระยะใกล้เข้าไปอย่างเด็ดขาด สกอร์กลับมาเป็น 1-1 และโมเมนตัมของเกมเอนมาทางบราซิลทันที

แม้ญี่ปุ่นจะมีจังหวะตอบโต้บ้าง เช่น นาที 64 อายาเสะ อูเอดะ ได้ยิงจากหน้าเขตโทษ แต่ อลิสซอน รับไว้ได้ไม่ยาก ภาพรวมครึ่งหลังยังเป็นบราซิลที่กดดันต่อเนื่อง โดยเฉพาะนาที 59 วินิซิอุส จูเนียร์ ได้พื้นที่ในเขตโทษและยิงไปทางมุมล่างขวา แต่ ซิออน ซูซูกิ เซฟได้ยอดเยี่ยมก่อนบอลไปชนเสา จังหวะนี้เป็นหนึ่งในช็อตสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นยังไม่เสียประตูเพิ่มเร็วเกินไป

ช่วงท้ายเกม ญี่ปุ่นถอยรับ บราซิลเปลี่ยนตัวเพิ่มความสด

หลังเกมผ่านหนึ่งชั่วโมง ทั้งสองทีมเริ่มขยับเปลี่ยนตัว ญี่ปุ่นส่ง ยูกินาริ ซูกาวาระ และ จุนโนะสุเกะ ซูซูกิ ลงมาแทน ริตสึ โดอัน และ เคโตะ นากามูระ ในนาที 66 ขณะที่บราซิลส่ง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ลงมาแทน มาเตอุส คุนญ่า การเปลี่ยนตัวของบราซิลกลายเป็นจุดสำคัญ เพราะมาร์ติเนลลี่ช่วยเพิ่มความเร็วและความหลากหลายในพื้นที่สุดท้าย

ช่วงนาที 67-75 บราซิลยังคงใช้บอลครอสและลูกตั้งเตะโจมตีต่อเนื่อง รายานมีบทบาทมากขึ้นจากฝั่งริมเส้น รวมถึงการเล่นลูกเตะมุมหลายครั้ง แม้แนวรับญี่ปุ่นจะยังเคลียร์ได้ดี แต่รูปเกมเริ่มชัดเจนว่าญี่ปุ่นต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการป้องกัน ขณะที่การสวนกลับของพวกเขาลดความต่อเนื่องลง

ญี่ปุ่นพยายามเติมความสดอีกครั้งในนาที 78 ด้วยการส่ง อาโอะ ทานากะ และ ชูโตะ มาชิโนะ ลงมาแทน ไดจิ คามาดะ และ จุนยะ อิโตะ แต่สถานการณ์ยังเป็นบราซิลที่คุมพื้นที่แดนบนได้มากกว่า นาที 84 จุนโนะสุเกะ ซูซูกิ รับใบเหลืองจากจังหวะเข้าปะทะหนัก ทำให้ญี่ปุ่นต้องระวังมากขึ้นในช่วงท้ายที่บราซิลเร่งเครื่องเต็มที่

นาที 89 วินิซิอุส จูเนียร์ ได้โอกาสยิงอีกครั้งแต่ถูกแนวรับญี่ปุ่นบล็อกออกหลัง บราซิลได้เตะมุมต่อเนื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ประกาศ 6 นาที สถานการณ์ดูเหมือนเกมอาจต้องยืดเยื้อต่อไป แต่บราซิลยังไม่ลดแรงกดดัน และยังพยายามหาช่องสุดท้ายในพื้นที่เขตโทษญี่ปุ่น

มาร์ติเนลลี่ซัดประตูชัย นาที 90+5

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ บราซิลเจอปัญหาเมื่อ คาสเซมิโร่ เล่นต่อไม่ไหวจากอาการบาดเจ็บ และ ฟาบินโญ่ ถูกส่งลงมาแทนในนาที 90+3 แม้เสียผู้เล่นตัวหลักไป แต่บราซิลยังรักษาแรงกดดันต่อเนื่องจากลูกเตะมุมและการบุกด้านข้าง นาที 90+4 ฟาบินโญ่ได้โหม่งจากลูกเตะมุม แต่บอลข้ามคานออกไป

ประตูตัดสินเกมเกิดขึ้นในนาที 90+5 เมื่อ บรูโน่ กิมาไรส์ อยู่ในตำแหน่งยิงได้ แต่เลือกจ่ายให้เพื่อนร่วมทีมในจังหวะที่ดีกว่า กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ รับบอลอย่างมั่นใจ ก่อนยิงอย่างแม่นยำ บอลชนโคนเสาขวาเข้าประตูไป ทำให้บราซิลพลิกขึ้นนำ 2-1 เป็นประตูที่แสดงให้เห็นทั้งความนิ่ง การตัดสินใจ และคุณภาพในพื้นที่สุดท้ายของทีมแซมบ้า

หลังจากนั้นญี่ปุ่นพยายามผลักเกมขึ้นหน้าในช่วงเวลาที่เหลือ แต่แทบไม่มีพื้นที่และเวลามากพอ นาที 90+7 ญี่ปุ่นเปลี่ยนตัวส่ง โคกิ โอกาวะ ลงมาแทน ไดเซน มาเอดะ ส่วนบราซิลส่ง ดานิโล ซานโตส ลงมาแทน บรูโน่ กิมาไรส์ ในนาที 90+8 เพื่อปิดเกม ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่านกหวีดจบการแข่งขันในนาที 90+11 บราซิลเอาชนะญี่ปุ่น 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ

จุดเปลี่ยนของเกม

จุดเปลี่ยนแรกคือประตูขึ้นนำของ ไคชู ซาโนะ ในนาที 29 ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นได้เล่นตามแผนที่ต้องการ พวกเขาสามารถถอยมาตั้งรับแน่น รอจังหวะสวนกลับ และบีบให้บราซิลต้องใช้ความเสี่ยงมากขึ้นในเกมรุก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประตูนี้ก็ทำให้ครึ่งหลังบราซิลกลับมาด้วยความจำเป็นต้องเร่งเกมแบบเต็มตัว

จุดเปลี่ยนที่สองคือประตูตีเสมอของ คาสเซมิโร่ ในนาที 56 เพราะหลังจากสกอร์กลับมาเท่ากัน ญี่ปุ่นไม่สามารถรักษาความได้เปรียบทางสภาพจิตใจเหมือนเดิมได้อีก บราซิลยิ่งเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น ส่วนญี่ปุ่นเริ่มถูกกดให้ถอยลึกลงเรื่อย ๆ ก่อนที่ประตูชัยของ มาร์ติเนลลี่ ในนาที 90+5 จะกลายเป็นบทสรุปของแรงกดดันที่บราซิลสร้างมาตลอดครึ่งหลัง

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือบทบาทของผู้เล่นสำรอง บราซิลเสีย ลูคัส ปาเกต้า ตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง และเสีย คาสเซมิโร่ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่การเปลี่ยนตัวของ คาร์โล อันเชล็อตติ ยังช่วยรักษาความสดและเพิ่มมิติในเกมรุกได้ โดยเฉพาะการส่ง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ลงมา ซึ่งกลายเป็นคนยิงประตูชัยในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของเกม

บทสรุป

บราซิลผ่านเกมที่ยากกว่าที่หลายคนคาด ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงทีมที่เล่นเป็นระบบ แต่ยังมีความกล้าและคุณภาพพอจะสร้างปัญหาให้ทีมใหญ่อย่างบราซิลได้จริง ประตูของ ไคชู ซาโนะ ทำให้เกมนี้เปิดฉากด้วยแรงกดดันมหาศาลต่อทีมแซมบ้า และตลอดครึ่งแรกญี่ปุ่นก็ทำให้บราซิลต้องเจอกับเกมที่อึดอัดอย่างมาก

แต่ในท้ายที่สุด บราซิลยังพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของทีมใหญ่ในรอบน็อกเอาต์ พวกเขารับมือกับสถานการณ์ตามหลังได้ดี ค่อย ๆ เพิ่มแรงกดดันจนตีเสมอ และยังมีความนิ่งมากพอในการหาประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ชัยชนะ 2-1 เกมนี้จึงไม่ใช่แค่การผ่านเข้ารอบ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้บราซิลเห็นทั้งจุดแข็งและจุดที่ต้องแก้ก่อนเดินหน้าสู่รอบลึกของฟุตบอลโลก 2026