18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

อาร์เจนตินาแซงอังกฤษ 2-1 ท้ายเกม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินาแซงเอาชนะอังกฤษ 2-1 ในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 หลังแอนโธนี กอร์ดอนยิงให้อังกฤษนำก่อน ก่อนที่เอ็นโซ เฟร์นานเดซและเลาตาโร มาร์ติเนซจะทำคนละประตูในช่วงท้ายเกม ส่งอาร์เจนตินาผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
อาร์เจนตินาแซงอังกฤษ 2-1 ท้ายเกม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินาผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 หลังพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะอังกฤษ 2-1 ในเกมรอบรองชนะเลิศที่เต็มไปด้วยการปะทะ ความกดดัน และจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงท้ายการแข่งขัน

อังกฤษเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจาก แอนโธนี กอร์ดอน ในนาที 55 แต่ไม่สามารถรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้ เมื่อ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ยิงตีเสมอในนาที 85 ก่อนที่ เลาตาโร มาร์ติเนซ จะโหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้อาร์เจนตินาปิดเกมด้วยชัยชนะ 2-1

ก่อนเริ่มการแข่งขัน ประเด็นสำคัญใน วิเคราะห์ก่อนเกม อังกฤษ พบ อาร์เจนตินา อยู่ที่การรับมือเกมรุกของลิโอเนล เมสซี รวมถึงความสามารถของอังกฤษในการควบคุมพื้นที่แดนกลาง ซึ่งภาพของเกมจริงเป็นไปอย่างสูสีตลอดช่วงครึ่งแรก ก่อนที่คุณภาพในการสร้างโอกาสของอาร์เจนตินาจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงท้ายการแข่งขัน

ครึ่งแรกเปิดเกมเดือด แต่ยังไม่มีประตู

อาร์เจนตินาเป็นฝ่ายเริ่มเล่นก่อน แต่รูปเกมช่วงต้นเต็มไปด้วยการปะทะในแดนกลาง ทั้งสองทีมพยายามบีบพื้นที่และตัดเกมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ตัดสินต้องเป่าฟาวล์หลายครั้งตั้งแต่นาทีแรก

อังกฤษพยายามขึ้นเกมผ่านพื้นที่ริมเส้น โดย ดีเจด สเปนซ์ และ มอร์แกน โรเจอร์ส มีบทบาทในการพาบอลเข้าหาพื้นที่สุดท้าย ขณะที่อาร์เจนตินาอาศัยการเคลื่อนที่ของ ลิโอเนล เมสซี, ฮูเลียน อัลวาเรซ และ จูเลียโน ซิเมโอเน ในการสร้างจังหวะสวนกลับ

นาที 21 เมสซีถูกจับล้ำหน้า หลังออกตัวเร็วเกินไป ส่วนอังกฤษได้ลุ้นจากลูกตั้งเตะในนาที 33 เมื่อ จอห์น สโตนส์ ขึ้นโหม่งบริเวณจุดโทษ แต่บอลหลุดกรอบออกไป

จังหวะใกล้เคียงที่สุดของครึ่งแรกเกิดขึ้นในนาที 39 เมื่อ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ซัดไกลจากนอกกรอบ บอลพุ่งข้ามคานไปเพียงเล็กน้อย

ความเข้มข้นของเกมทำให้ทั้งสองทีมได้รับใบเหลืองฝั่งละหนึ่งใบ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ถูกลงโทษในนาที 37 ก่อนที่ ลิซานโดร มาร์ติเนซ จะถูกจดชื่อในนาที 42 จากการเข้าสกัดหนัก จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกัน 0-0

อาร์เจนตินาเร่งเครื่องหลังพักครึ่ง

เริ่มครึ่งหลัง อาร์เจนตินาเปิดเกมรุกทันที นาที 47 ฮูเลียน อัลวาเรซ เก็บบอลได้ในกรอบเขตโทษ ก่อนยิงไปทางมุมล่าง แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด รับเอาไว้ได้

อีกสองนาทีต่อมา อัลวาเรซได้โอกาสยิงอีกครั้ง บอลพุ่งเข้าหาเสาขวา แต่พิคฟอร์ดยังพุ่งปัดออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม

อาร์เจนตินายังคงกดดันต่อเนื่อง แต่ต้องเสียใบเหลืองเพิ่มในนาที 51 เมื่อ คริสเตียน โรเมโร เข้าสกัดหนักและถูกผู้ตัดสินลงโทษ

กอร์ดอนยิงให้อังกฤษขึ้นนำ

อังกฤษตอบโต้กลับมาและเป็นฝ่ายได้ประตูนำในนาที 55 จากจังหวะที่ มอร์แกน โรเจอร์ส เปิดบอลโด่งเข้าไปในกรอบเขตโทษอย่างแม่นยำ แอนโธนี กอร์ดอน สอดเข้าไปรับบอลก่อนยิงเร็วเสียบมุมล่างซ้าย

จังหวะดังกล่าวทำให้ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ หมดโอกาสป้องกัน และอังกฤษขึ้นนำ 1-0 ท่ามกลางความกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อฝั่งอาร์เจนตินา

หลังเสียประตู อาร์เจนตินาครองบอลบุกมากขึ้น เมสซีพยายามสร้างโอกาสจากทั้งลูกเตะมุมและการเปิดบอลจากด้านข้าง แต่แนวรับอังกฤษยังคงช่วยกันสกัดอันตรายออกไปได้

พิคฟอร์ดช่วยอังกฤษต้านเกมรุกอาร์เจนตินา

นาที 64 อาร์เจนตินาส่ง นิโกลัส กอนซาเลซ ลงมาแทน เลอันโดร ปาเรเดส เพื่อเพิ่มความอันตรายในแดนหน้า แต่หนึ่งนาทีต่อมา อังกฤษเกือบได้ประตูที่สองจากลูกยิงไกลของ ดีแคลน ไรซ์ ซึ่ง เอมิเลียโน มาร์ติเนซ รับเอาไว้ได้

ช่วงนาที 67-69 อาร์เจนตินากดดันอย่างหนักและได้ลูกเตะมุมต่อเนื่อง นิโกลัส กอนซาเลซ ขึ้นโหม่งจากลูกเปิดด้านข้าง แต่พิคฟอร์ดยังป้องกันเอาไว้ได้

หลังพักดื่มน้ำในนาที 70 ลิโอเนล สกาโลนี ปรับทีมครั้งใหญ่ โดยส่ง โรดริโก เด ปอล, กอนซาโล มอนติเอล และ นิโกลัส โอตาเมนดี ลงสนาม ขณะที่อังกฤษถอดกอร์ดอนออกและส่ง เอซรี คอนซา ลงมาเสริมเกมรับ

อาร์เจนตินาโหมบุกช่วงท้าย

อาร์เจนตินาเริ่มสร้างโอกาสได้ชัดเจนขึ้น นาที 76 อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ โหม่งบอลไปชนเสา ก่อนที่นาที 77 เจ้าตัวจะได้โหม่งอีกครั้ง แต่พิคฟอร์ดยังรับเอาไว้ได้

นาที 78 นิโกลัส กอนซาเลซ ส่งบอลหลุดกรอบจากลูกโหม่ง แต่ถูกจับล้ำหน้า ขณะที่อังกฤษมีโอกาสตอบโต้ในนาที 79 เมื่อโรเจอร์สยิงจากขอบกรอบเขตโทษ แต่ถูกแนวรับอาร์เจนตินาบล็อกเอาไว้

ช่วงท้ายเกมทั้งสองทีมมีการเปลี่ยนตัวเพิ่มเติม อาร์เจนตินาส่ง เลาตาโร มาร์ติเนซ ลงแทน นิโกลัส ตาเกลียฟิโก ส่วนอังกฤษต้องเปลี่ยน รีซ เจมส์ ที่มีอาการบาดเจ็บออก และส่ง แดน เบิร์น ลงสนาม พร้อมถอดดีแคลน ไรซ์ ให้ นิโก โอไรลีย์ ลงมาเล่นแทน

เอ็นโซยิงตีเสมอในนาที 85

นาที 85 อาร์เจนตินาเกือบตีเสมอได้จากลูกยิงของ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ซึ่งพิคฟอร์ดพุ่งปัดบอลออกหลังอย่างยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม จากจังหวะเตะมุมต่อเนื่อง เมสซีเลือกเล่นสั้น ก่อนที่บอลจะกลับมาถึงเขาและถูกส่งต่อไปให้เอ็นโซบริเวณขอบกรอบเขตโทษ

กองกลางอาร์เจนตินาจับบอลก่อนยิงด้วยความแม่นยำ ส่งบอลพุ่งเข้าไปทางซ้ายของประตู ทำให้สกอร์กลับมาเสมอกัน 1-1 และเปลี่ยนโมเมนตัมของการแข่งขันอย่างชัดเจน

เลาตาโรโหม่งประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

หลังเสียประตู อังกฤษต้องรับมือกับแรงกดดันต่อเนื่อง ขณะที่ จอห์น สโตนส์ มีอาการบาดเจ็บในนาที 89 จนเกมต้องหยุดเพื่อให้ทีมแพทย์เข้ามาดูอาการ

ผู้ตัดสินประกาศทดเวลาบาดเจ็บอย่างน้อย 9 นาที และอาร์เจนตินายังคงเดินหน้าบุกเพื่อหาประตูชัย

นาที 90+2 อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ยิงไกลไปชนด้านนอกของเสาขวา ก่อนที่บอลจะยังอยู่ในการครอบครองของอาร์เจนตินา

จากจังหวะต่อเนื่อง เมสซีเปิดบอลเข้าไปหน้าประตูอย่างแม่นยำ และ เลาตาโร มาร์ติเนซ ขึ้นโหม่งเข้าไปในประตูที่เปิดกว้าง ส่งให้อาร์เจนตินาพลิกขึ้นนำ 2-1

อังกฤษส่ง อีวาน โทนีย์ และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมาในนาที 90+6 เพื่อเพิ่มทางเลือกในเกมรุก แต่ไม่สามารถสร้างโอกาสสำคัญได้ แนวรับอาร์เจนตินาช่วยกันปิดพื้นที่จนหมดเวลา

ผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบการแข่งขันในนาที 90+12 พร้อมยืนยันชัยชนะ 2-1 ของอาร์เจนตินา

รายชื่อผู้ทำประตู

อังกฤษ

  • 1-0 แอนโธนี กอร์ดอน นาที 55
    แอสซิสต์: มอร์แกน โรเจอร์ส

อาร์เจนตินา

  • 1-1 เอ็นโซ เฟร์นานเดซ นาที 85
    แอสซิสต์: ลิโอเนล เมสซี
  • 1-2 เลาตาโร มาร์ติเนซ นาที 90+2
    แอสซิสต์: ลิโอเนล เมสซี

ใบเหลือง

อังกฤษ

  • เอลเลียต แอนเดอร์สัน นาที 37

อาร์เจนตินา

  • ลิซานโดร มาร์ติเนซ นาที 42
  • คริสเตียน โรเมโร นาที 51
  • โรดริโก เด ปอล นาที 90+4

บทสรุป

อังกฤษทำผลงานได้ตามแผนเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังได้ประตูขึ้นนำจากกอร์ดอนในช่วงต้นครึ่งหลัง แนวรับของพวกเขารับมือกับแรงกดดันได้ดี และพิคฟอร์ดมีส่วนสำคัญจากการป้องกันหลายจังหวะ

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรักษาความกดดันของอาร์เจนตินาและคุณภาพของเมสซีในช่วงท้ายเกมกลายเป็นตัวตัดสิน หลังมีส่วนร่วมกับทั้งสองประตูที่พลิกสถานการณ์จากตามหลังให้กลับมาเป็นฝ่ายชนะ

ประตูของเอ็นโซในนาที 85 เปิดทางให้อาร์เจนตินากลับเข้าสู่เกม ก่อนที่เลาตาโรจะสวมบทฮีโร่โหม่งประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พาทีมผ่านรอบรองชนะเลิศด้วยชัยชนะ 2-1 และรักษาเส้นทางลุ้นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 เอาไว้ได้จนถึงเกมสุดท้าย