18/07/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

สวิตเซอร์แลนด์คมกว่า ปิดเกมชนะ แอลจีเรีย 2-0 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

สวิตเซอร์แลนด์ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 หลังเอาชนะแอลจีเรีย 2-0 ในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยได้ประตูจาก Breel Embolo ตั้งแต่นาทีที่ 10 และ Dan Ndoye ต้นครึ่งหลัง นาทีที่ 46 ขณะที่แอลจีเรียพยายามเปิดเกมสู้ แต่ยังขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย
สวิตเซอร์แลนด์คมกว่า ปิดเกมชนะ แอลจีเรีย 2-0 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

สวิตเซอร์แลนด์ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ หลังเอาชนะแอลจีเรีย 2-0 ในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่รูปเกมไม่ได้ขาดตั้งแต่ต้น แต่ความเฉียบคมในจังหวะสำคัญกลายเป็นตัวแปรหลักของการแข่งขัน เกมนี้สวิตเซอร์แลนด์ได้ประตูนำเร็วจาก Breel Embolo ตั้งแต่นาทีที่ 10 ก่อนที่ Dan Ndoye จะยิงประตูที่สองทันทีหลังเริ่มครึ่งหลัง ทำให้สถานการณ์ของเกมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

แอลจีเรียมีช่วงเวลาที่พยายามตอบโต้ โดยเฉพาะจาก Houssem Aouar, Riyad Mahrez, Ibrahim Maza และ Fares Chaibi แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เด็ดขาดพอ รวมถึงหลายครั้งถูกแนวรับสวิตเซอร์แลนด์บล็อกเอาไว้ได้ทัน ทำให้ทีมจากแอฟริกาเหนือไม่สามารถดึงเกมกลับมาได้ และต้องจบเส้นทางในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

สวิตเซอร์แลนด์ออกนำเร็วจาก Embolo

เกมเริ่มต้นโดยแอลจีเรียเป็นฝ่ายเขี่ยบอล แต่สวิตเซอร์แลนด์ใช้เวลาไม่นานในการสร้างความได้เปรียบ นาทีที่ 5 แอลจีเรียเกือบได้ลุ้นจากจังหวะที่ Ramy Bensebaini พยายามจ่ายให้ Rayan Ait-Nouri หลุดเข้าไป แต่ Gregor Kobel อ่านเกมออกและออกมารับบอลได้ทัน จากนั้นนาทีที่ 6 Houssem Aouar ได้โอกาสยิงในเขตโทษ แต่บอลหลุดกรอบออกไป

จุดเปลี่ยนแรกของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 10 เมื่อ Johan Manzambi จ่ายบอลให้ Breel Embolo ได้จบสกอร์แบบไม่ยาก ส่งให้สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นนำ 1-0 ประตูนี้ทำให้ทีมของ Murat Yakin เล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น ขณะที่แอลจีเรียต้องเร่งจังหวะเพื่อกลับสู่เกมเร็วกว่าที่วางแผนไว้

แอลจีเรียพยายามตอบโต้ แต่ Kobel ยังเอาอยู่

หลังเสียประตู แอลจีเรียเริ่มขยับเกมรุกมากขึ้น นาทีที่ 14 Houssem Aouar ได้ยิงจากระยะไกล บอลพุ่งต่ำเข้ากรอบ แต่ Gregor Kobel ยังรับไว้ได้ไม่ยาก ต่อมานาทีที่ 15 สวิตเซอร์แลนด์เกือบหนีห่างจากจังหวะของ Denis Zakaria ที่หลุดเข้าไปยิงในเขตโทษ แต่ Luca Zidane เซฟไว้ได้ดี

นาทีที่ 16 Johan Manzambi มีอาการบาดเจ็บและต้องได้รับการดูแล แต่ยังกลับมาเล่นต่อได้ ก่อนที่เกมจะเข้าสู่ช่วงปะทะมากขึ้น แอลจีเรียมีโอกาสอีกครั้งจาก Ibrahim Maza ในนาทีที่ 18 แต่ลูกยิงถูกแนวรับสวิตเซอร์แลนด์บล็อกเอาไว้ได้ ขณะที่ Ramiz Zerrouki ทำฟาวล์เชิงแท็กติกในนาทีที่ 21 ทำให้เกมเริ่มเสียจังหวะเป็นระยะ

ครึ่งแรกจบด้วยสวิตเซอร์แลนด์นำ 1-0

สวิตเซอร์แลนด์ยังมีจังหวะลุ้นจากลูกตั้งเตะและการเติมเกมของ Ricardo Rodriguez โดยนาทีที่ 22 และ 23 ทีมได้ลูกเตะมุมต่อเนื่อง แต่ยังเปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้ นาทีที่ 25 มีช่วงพักดื่มน้ำ ก่อนที่ Rodriguez จะลองยิงไกล แต่บอลหลุดกรอบออกไปค่อนข้างไกล

ช่วงท้ายครึ่งแรกเกมมีการทำฟาวล์หลายจังหวะ ทั้งจาก Rayan Ait-Nouri, Ruben Vargas, Remo Freuler และ Nabil Bentaleb ก่อนที่ Fares Chaibi จะโดนใบเหลืองในนาทีที่ 36 จากจังหวะเข้าบอลหนัก นาทีที่ 37 Denis Zakaria ได้โหม่งจากฟรีคิก แต่บอลข้ามคานออกไป ส่วนแอลจีเรียมีจังหวะลุ้นจาก Fares Chaibi และ Ibrahim Maza ช่วงท้ายครึ่งแรก แต่ยังไม่ผ่าน Gregor Kobel และไม่ตรงกรอบ ทำให้จบ 45 นาทีแรก สวิตเซอร์แลนด์นำ 1-0

Dan Ndoye ยิงต้นครึ่งหลัง ทำให้เกมเข้าทางสวิตเซอร์แลนด์

เริ่มครึ่งหลังมาเพียงนาทีเดียว สวิตเซอร์แลนด์ได้ประตูสำคัญทันทีจากจังหวะที่บอลกระดอนมาเข้าทาง Dan Ndoye หน้าเขตโทษ ก่อนเจ้าตัวจะยิงอย่างเด็ดขาดเสียบเสาด้านซ้ายในนาทีที่ 46 ส่งให้สวิตเซอร์แลนด์นำห่าง 2-0 ประตูนี้มีผลต่อรูปเกมอย่างมาก เพราะแอลจีเรียต้องเปิดหน้าแลกมากขึ้น ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์สามารถเลือกจังหวะเล่นได้ง่ายกว่าเดิม

จังหวะนี้ยิ่งทำให้ประเด็นจาก วิเคราะห์ก่อนเกม สวิตเซอร์แลนด์ พบ แอลจีเรีย ชัดขึ้น เพราะเกมไม่ได้ตัดสินกันที่การครองบอลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้ายและการเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นประตู ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ทำได้เหนือกว่าในช่วงเวลาสำคัญ

นาทีที่ 50 แอลจีเรียมีโอกาสทองจาก Riyad Mahrez ที่ได้บอลในเขตโทษแล้วซัดทันที แต่แนวรับสวิตเซอร์แลนด์ยังตามมาบล็อกได้แบบหวุดหวิด จังหวะต่อเนื่อง Ibrahim Maza มีอาการเจ็บจากการปะทะ แต่ยังสามารถเล่นต่อได้ ขณะที่ Ramiz Zerrouki ถูกจับฟาวล์จากจังหวะเข้าบอลหนักในนาทีที่ 52

แอลจีเรียเปลี่ยนเกมรุก แต่ยังเจาะไม่เข้า

นาทีที่ 58 Vladimir Petkovic ปรับเกมด้วยการส่ง Amine Gouiri ลงแทน Ramiz Zerrouki และ Jaouen Hadjam ลงแทน Houssem Aouar เพื่อเพิ่มมิติในเกมรุก แต่สวิตเซอร์แลนด์ยังรับมือได้ดี นาทีเดียวกัน Ruben Vargas ลากบอลเข้าเขตโทษแล้วยิงเอง แต่บอลหลุดเสาออกไป

ช่วงนาทีที่ 60-65 สวิตเซอร์แลนด์ได้ลูกเตะมุมหลายครั้งจาก Breel Embolo และ Ruben Vargas แต่แอลจีเรียยังเคลียร์ออกมาได้ สถิติการครองบอลช่วงนาทีที่ 63 อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ 44% และแอลจีเรีย 56% แสดงให้เห็นว่าแอลจีเรียได้ครองบอลมากกว่า แต่ยังเปลี่ยนการครองบอลให้เป็นโอกาสคุณภาพสูงไม่ได้

ใบเหลือง Boudaoui และอาการเจ็บของผู้เล่นเริ่มส่งผลต่อเกม

หลังพักดื่มน้ำในนาทีที่ 67 ทั้งสองทีมเริ่มทยอยเปลี่ยนผู้เล่น นาทีที่ 71 สวิตเซอร์แลนด์ส่ง Noah Okafor ลงแทน Johan Manzambi และ Fabian Rieder ลงแทน Ruben Vargas ส่วนแอลจีเรียส่ง Anis Hadj Moussa ลงแทน Riyad Mahrez และ Hicham Boudaoui ลงแทน Nabil Bentaleb

Boudaoui ลงมาได้ไม่นานก็โดนใบเหลืองในนาทีที่ 72 จากจังหวะเข้าสกัดหนักใส่ Granit Xhaka ซึ่งมีอาการเจ็บชั่วคราวแต่ยังเล่นต่อได้ นาทีที่ 75 Fabian Rieder ได้ยิงจากจังหวะเก็บบอลแถวสอง แต่ติดบล็อกแนวรับ ก่อนที่แอลจีเรียจะได้ลูกเตะมุมจากจังหวะของ Anis Hadj Moussa ในนาทีที่ 76 แต่ยังถูกแนวรับสวิตเซอร์แลนด์โหม่งเคลียร์ออกไป

ช่วงท้ายเกมสวิตเซอร์แลนด์ยังมีโอกาสปิดบัญชีเพิ่ม

แอลจีเรียพยายามเร่งเกมในช่วงท้าย นาทีที่ 77 Jaouen Hadjam ได้ยิงจากหน้าเขตโทษ แต่จังหวะยิงไม่ดี บอลข้ามคานออกไป ขณะที่ Breel Embolo มีโอกาสยิงจากหน้าเขตโทษในนาทีที่ 80 แต่ซัดข้ามคานแบบไม่ได้ลุ้น นาทีที่ 81 Fabian Rieder ได้โอกาสชัดเจนในกรอบหกหลา แต่จับจังหวะยิงพลาด ทำให้ Luca Zidane รับไว้ได้ง่าย

นาทีที่ 82 Rafik Belghali ต้องถูกเปลี่ยนออกเพราะอาการบาดเจ็บ และ Adil Boulbina ถูกส่งลงสนาม ก่อนที่สวิตเซอร์แลนด์จะเปลี่ยน Breel Embolo ออกให้ Zeki Amdouni ลงมาแทนในนาทีที่ 83 ต่อมา Denis Zakaria มีอาการเจ็บในนาทีที่ 85 และเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ Silvan Widmer ถูกส่งลงมาแทนในนาทีที่ 87 พร้อมกับ Michel Aebischer ที่ลงแทน Dan Ndoye

ทดเจ็บแอลจีเรียยังตีไข่แตกไม่ได้

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 6 นาที แอลจีเรียพยายามหาประตูตีไข่แตก นาทีที่ 88 Adil Boulbina ถูกจับล้ำหน้า ก่อนที่ Fares Chaibi จะทำฟาวล์ในนาทีที่ 90 นาทีที่ 90+2 Ibrahim Maza ได้บอลในเขตโทษและมีโอกาสยิง แต่ถูกกองหลังสวิตเซอร์แลนด์บล็อกเอาไว้ได้อีกครั้ง

สวิตเซอร์แลนด์ยังเกือบได้ประตูที่สามในนาทีที่ 90+6 เมื่อ Noah Okafor ได้จังหวะยิงจากหน้าเขตโทษแต่ติดบล็อก บอลมาเข้าทาง Remo Freuler ที่ซ้ำจากแถวสอง ทว่า Luca Zidane ยังโชว์เซฟสำคัญช่วยแอลจีเรียไม่ให้เสียเพิ่ม ก่อนที่ผู้ตัดสิน Yael Perez จะเป่าจบเกมในนาทีที่ 90+7 สวิตเซอร์แลนด์ชนะ 2-0

บทสรุป

ชัยชนะของสวิตเซอร์แลนด์ในเกมนี้มาจากการจัดการจังหวะสำคัญได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ประตูของ Breel Embolo ตั้งแต่นาทีที่ 10 ช่วยให้ทีมเล่นง่ายขึ้น ส่วนประตูของ Dan Ndoye ในนาทีที่ 46 ทำให้แอลจีเรียต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากกว่าเดิม แม้แอลจีเรียจะครองบอลได้มากในบางช่วงและมีโอกาสเข้าพื้นที่สุดท้ายหลายครั้ง แต่การจบสกอร์และการผ่านแนวรับสวิตเซอร์แลนด์ยังไม่เด็ดขาดพอ

สำหรับสวิตเซอร์แลนด์ เกมนี้ไม่ใช่แค่การผ่านเข้ารอบ แต่ยังเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความนิ่งในการเล่นรอบน็อกเอาต์ ทีมรับมือกับแรงกดดันได้ดี ใช้โอกาสไม่เปลือง และยังมีผู้รักษาประตูอย่าง Gregor Kobel ที่ช่วยเซฟจังหวะสำคัญ ขณะที่แอลจีเรียต้องยุติเส้นทางฟุตบอลโลก 2026 ไว้ที่รอบ 32 ทีมสุดท้าย หลังไม่สามารถเปลี่ยนการครองบอลและความพยายามในครึ่งหลังให้เป็นประตูได้