06/06/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

JAS ลุ้นซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026

ก่อน ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพียงไม่กี่วัน วงการลิขสิทธิ์กีฬาของไทยก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังมีกระแสข่าวว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS อาจเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่กำลังพิจารณาเข้าซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด FIFA World Cup 2026 บางส่วนร่วมกับพันธมิตร ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นอีกหนึ่งเดิมพันครั้งสำคัญในการต่อยอดธุรกิจสปอร์ตคอนเทนต์ของบริษัท และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งกีฬาไทย

แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า JAS ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 แล้ว แต่กระแสข่าวและบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยก็ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจคอนเทนต์กีฬาผ่านลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ทำให้นักลงทุนมองว่าฟุตบอลโลกอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการต่อยอดธุรกิจสตรีมมิ่งกีฬา

ยิ่งไปกว่านั้น ฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการขยายเป็น 48 ทีม แข่งขันรวม 104 นัด และจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2569 ที่สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา การที่ชื่อของ JAS ถูกเชื่อมโยงกับลิขสิทธิ์รายการนี้ จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากทั้งตลาดทุนและแฟนบอลไทยอย่างใกล้ชิด

เจาะลึกรายละเอียดดีลและตัวเลขสำคัญ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือมูลค่าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ประเมินว่า หาก JAS ตัดสินใจเข้าซื้อลิขสิทธิ์ร่วมกับพันธมิตร งบลงทุนอาจอยู่ที่ประมาณ 688.5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงจากราคาที่ FIFA เคยตั้งไว้สำหรับตลาดประเทศไทยในช่วงก่อนหน้านี้ที่ระดับประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท

การปรับลดระดับราคาดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่าดีลนี้มีความเป็นไปได้มากขึ้นในเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อฟุตบอลโลกครั้งนี้มีการแข่งขันรวมถึง 104 นัด มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้มีคอนเทนต์สำหรับสร้างรายได้และดึงดูดสมาชิกเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้มากขึ้น

สำหรับรูปแบบการรับชม ยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่ในแวดวงธุรกิจมีการคาดการณ์ว่า หาก JAS ได้เข้ามาถือสิทธิ์บางส่วน อาจใช้ MONOMAX เป็นแพลตฟอร์มหลัก ร่วมกับพันธมิตรอย่าง AIS PLAY พร้อมพัฒนาแพ็กเกจรับชมหลายรูปแบบ ทั้งระบบสมาชิก แพ็กเกจพ่วง หรือการซื้อรับชมเฉพาะบางแมตช์ (Pay Per View) เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ทำไม JAS ถึงถูกจับตาว่าอาจยอมทุ่ม?

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่บทวิเคราะห์ของนักลงทุนหลายแห่งมองว่า หาก JAS ตัดสินใจเข้าซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จริง การลงทุนครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดธุรกิจคอนเทนต์กีฬาในระยะยาว มากกว่าการซื้อสิทธิ์เพื่อการแข่งขันเพียงหนึ่งเดือน

ปัจจุบัน JAS ถือครองลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษและเอฟเอคัพเป็นระยะเวลา 6 ฤดูกาล ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์สำคัญของธุรกิจสปอร์ตคอนเทนต์ โดยมีฐานสมาชิกอยู่ราว 1.73 ล้านราย และสร้างรายได้จากค่าสมาชิกในระดับหลายพันล้านบาทต่อปี การเพิ่มฟุตบอลโลกเข้ามาในพอร์ต จะช่วยให้บริษัทมีพอร์ตคอนเทนต์กีฬาที่แข็งแกร่งมากขึ้น และอาจช่วยรักษาฐานสมาชิกให้ใช้งานแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่า การมีผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องอาจช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ชมจะหันไปใช้ช่องทางรับชมที่ไม่ได้รับลิขสิทธิ์ หากประเทศไทยไม่มีผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการ แฟนบอลจำนวนไม่น้อยอาจเลือกใช้เว็บเถื่อนหรือช่องทางธรรมชาติ ซึ่งในระยะยาวอาจกระทบต่อพฤติกรรมการจ่ายเงินรับชมคอนเทนต์กีฬา และส่งผลต่อมูลค่าของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกที่ JAS ถือครองอยู่ในอนาคต

ขณะเดียวกัน กระแสข่าวดังกล่าวได้ส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน โดยในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.52 น. ราคาหุ้น JAS ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.15 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 4.55% ระหว่างวันทำจุดสูงสุดที่ 1.16 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 59.71 ล้านบาท นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองว่าการปรับตัวขึ้นครั้งนี้เป็นผลจากแรงเก็งกำไร หลังมีบทวิเคราะห์ที่ประเมินว่า JAS อาจพิจารณาเข้าซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกับพันธมิตร เพื่อต่อยอดธุรกิจสปอร์ตคอนเทนต์จากฐานสมาชิกพรีเมียร์ลีกที่บริษัทมีอยู่ในปัจจุบัน

ความท้าทายที่ JAS อาจต้องเผชิญ

แม้ดีลนี้จะถูกมองว่ามีศักยภาพในเชิงธุรกิจ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็ยังมีความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่คุ้นเคยกับการรับชมฟุตบอลโลกฟรีมาอย่างยาวนาน ภายใต้แนวคิดของกฎ Must Have และ Must Carry

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสมาชิกหรือ Pay Per View อาจสร้างแรงต้านจากแฟนบอลบางส่วน เพราะหลายคนยังมองว่าฟุตบอลโลกควรเป็นรายการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น การสื่อสารเรื่องรูปแบบการรับชมและการกำหนดราคาที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญหากภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ความท้าทายสำคัญอีกด้านคือความพร้อมของระบบสตรีมมิ่ง หากมีผู้ชมจำนวนมากเข้าใช้งานพร้อมกัน โดยเฉพาะในรอบน็อกเอาต์ที่เป็นแมตช์สำคัญ ระบบเซิร์ฟเวอร์และคุณภาพการให้บริการจะกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของประสบการณ์ผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ ฟุตบอลโลก 2026 ยังแข่งขันในทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้หลายแมตช์ตรงกับช่วงดึกหรือเช้ามืดของประเทศไทย การพัฒนาระบบดูย้อนหลัง ไฮไลท์ และ Video on Demand จึงอาจเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแพลตฟอร์มและตอบโจทย์แฟนบอลที่ไม่สามารถรับชมสดได้

บทสรุป JAS กับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026

แม้ในเวลานี้ การที่ JAS จะเข้าซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ยังอยู่ในระดับของกระแสข่าวและบทวิเคราะห์ของนักลงทุน โดยยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากบริษัทหรือผู้ถือสิทธิ์ แต่เพียงแค่ชื่อของ JAS ถูกเชื่อมโยงกับดีลนี้ ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกระเพื่อมทั้งในวงการสื่อกีฬาและตลาดทุนไทย

หากดีลดังกล่าวเกิดขึ้นจริง JAS ก็จะมีคอนเทนต์กีฬาระดับโลกทั้งพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และฟุตบอลโลกอยู่ในพอร์ตเดียวกัน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งกีฬาไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่แฟนบอลชาวไทยเองก็ต้องรอดูว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านตลาดสตรีมมิ่งกีฬาในประเทศไทยหรือไม่ และผู้ชมชาวไทยจะพร้อมแค่ไหนกับยุคของการรับชมคอนเทนต์กีฬาแบบถูกลิขสิทธิ์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ