11/09/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

อาร์เซนอลคืนเกมสำเร็จ แซงเชลซี 2-1 เก็บ 9 แต้มเต็ม

อาร์เซนอลพลิกสถานการณ์จากการตามหลังตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อน Kai Havertz และ Martin Odegaard ช่วยกันทำคนละประตู พาทีมเปิดบ้านเอาชนะเชลซี 2-1 พร้อมเก็บชัยชนะ 3 นัดรวดในพรีเมียร์ลีก 2026/27
อาร์เซนอลคืนเกมสำเร็จ แซงเชลซี 2-1 เก็บ 9 แต้มเต็ม

อาร์เซนอลเปิดสนาม Emirates Stadium แซงเอาชนะเชลซี 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก 2026/27 Matchweek 3 หลังเป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่นาทีที่ 2 จากประตูของ Morgan Rogers ก่อนที่ Kai Havertz จะยิงตีเสมอในครึ่งแรก และ Martin Odegaard ทำประตูตัดสินเกมช่วงต้นครึ่งหลัง

รูปเกมเริ่มต้นด้วยความได้เปรียบของเชลซีจากการขึ้นนำเร็ว แต่หลังจากนั้นอาร์เซนอลค่อย ๆ กลับมาควบคุมจังหวะ สร้างโอกาสได้มากกว่า และรักษาความกดดันต่อแนวรับทีมเยือนได้ต่อเนื่อง ก่อนเปลี่ยนความได้เปรียบด้านโอกาสทำประตูให้กลายเป็นชัยชนะ

วิเคราะห์ก่อนเกม อาร์เซนอล พบ เชลซี

เชลซีนำเร็ว แต่อาร์เซนอลค่อย ๆ ยึดเกมกลับมา

เกมเริ่มขึ้นโดยเชลซีเป็นฝ่ายเขี่ยบอล และเพียงนาทีที่ 2 ทีมเยือนก็ขึ้นนำ 1-0 อย่างรวดเร็ว Morgan Rogers รับบอลบริเวณหน้าเขตโทษก่อนยิงอย่างแม่นยำ บอลพุ่งผ่าน David Raya เข้าไปทางเสาซ้าย

หลังเสียประตู อาร์เซนอลพยายามเร่งจังหวะตอบโต้ นาทีที่ 4 Wesley Fofana ทำฟาวล์จนเจ้าบ้านได้ลูกตั้งเตะ ก่อนที่นาทีที่ 6 Emiliano Martinez จะต้องรับการปฐมพยาบาล แต่สามารถเล่นต่อได้

นาทีที่ 8 อาร์เซนอลได้เตะมุมจากจังหวะที่ Declan Rice พยายามจ่ายบอลเข้าไปในพื้นที่อันตราย ก่อนที่ Bukayo Saka จะรับหน้าที่เปิดลูกตั้งเตะ ขณะที่นาทีถัดมา Saka หลุดแนวรับเชลซี แต่ถูกจับล้ำหน้า

นาทีที่ 11 เจ้าบ้านได้ฟรีคิกบริเวณขอบเขตโทษ และอีกหนึ่งนาทีต่อมา Riccardo Calafiori ตามซ้ำบอลจังหวะสองเข้าประตู อย่างไรก็ตาม ผู้ตัดสิน Chris Kavanagh ได้รับสัญญาณให้ตรวจสอบ VAR ก่อนมีคำตัดสินในนาทีที่ 14 ว่ามีจังหวะล้ำหน้าในการขึ้นเกม ทำให้ประตูของอาร์เซนอลถูกยกเลิก

ในนาทีเดียวกัน Joao Pedro ได้รับใบเหลืองใบแรกของเกม

อาร์เซนอลยังคงเดินหน้า นาทีที่ 18 Saka พาบอลเข้าเขตโทษและยิงแรง แต่ Emiliano Martinez ยังเซฟเอาไว้ได้ ขณะที่นาทีที่ 20 Kai Havertz ยิงจากหน้าเขตโทษติดแนวรับออกหลังเป็นลูกเตะมุม

เชลซีตอบโต้ในนาทีที่ 22 เมื่อ Cole Palmer ได้โอกาสยิงจากระยะกลาง บอลกำลังพุ่งไปบริเวณมุมล่าง แต่ Raya ปัดออกไปได้ ก่อนที่ Reece James จะลองยิงไกลในนาทีถัดมาและถูกผู้รักษาประตูอาร์เซนอลรับเอาไว้

ฮาแวร์ตซ์ยิงตีเสมอ ก่อนเชลซีหวิดนำอีกครั้ง

นาทีที่ 25 ความพยายามของอาร์เซนอลสำเร็จ Kai Havertz หลุดเข้าไปรับบอลจากการจ่ายที่แม่นยำ ก่อนยิงเรียดผ่านผู้รักษาประตูเสียบมุมขวาล่าง พาเจ้าบ้านตีเสมอเป็น 1-1

หลังสกอร์กลับมาเท่ากัน เกมเปิดมากขึ้น เชลซีพยายามใช้ Morgan Rogers และ Cole Palmer เชื่อมเกมรุก ขณะที่อาร์เซนอลยังเน้นการต่อบอลสั้นเพื่อดึงแนวรับทีมเยือนออกจากตำแหน่ง

นาทีที่ 31 Rogers ได้โอกาสจากการจ่ายบอลสั้นที่เปิดพื้นที่ให้ยิง แต่เจ้าตัวซัดหลุดเสาขวาออกไป ขณะที่ Myles Lewis-Skelly ของอาร์เซนอลลองยิงจากนอกกรอบในนาทีที่ 34 แต่บอลข้ามคาน

นาทีที่ 36 Palmer ทำฟาวล์จากการเข้าปะทะเพื่อแย่งบอล ก่อนเกมดำเนินเข้าสู่ช่วงท้ายครึ่งแรก

นาทีที่ 42 Pedro Neto เปิดบอลเข้าเขตโทษ แต่บอลตรงตัว Raya ก่อนที่ Declan Rice จะถูกเป่าฟาวล์ในนาทีที่ 43

นาทีที่ 45 Palmer ได้รับใบเหลืองจากจังหวะทำฟาวล์ และผู้ตัดสินประกาศทดเวลาครึ่งแรกอย่างน้อย 4 นาที

เชลซีเกือบกลับขึ้นนำในนาทีที่ 45+3 เมื่อ Pedro Neto เลี้ยงผ่านผู้เล่นอาร์เซนอลสองคนก่อนยิงจากขอบเขตโทษ บอลพุ่งชนเสาซ้ายอย่างจัง

ครึ่งแรกจบลงในนาทีที่ 45+5 ด้วยสกอร์ 1-1

โอเดการ์ดซัดประตูสำคัญ พลิกอาร์เซนอลนำ 2-1

ครึ่งหลังเริ่มขึ้นในนาทีที่ 46 เชลซียังคงพยายามต่อบอลหาช่อง แต่เป็นอาร์เซนอลที่สร้างความอันตรายได้ก่อน นาทีที่ 49 Saka หาพื้นที่ยิงบริเวณหน้าเขตโทษ แต่ถูกแนวรับบล็อกเอาไว้

หนึ่งนาทีต่อมา เจ้าบ้านพลิกขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะต่อบอลของทีม Martin Odegaard สอดขึ้นมารับบอลก่อนยิงเต็มแรง บอลพุ่งเสียบใต้คานแบบที่ผู้รักษาประตูแทบไม่มีโอกาสป้องกัน

หลังได้ประตู อาร์เซนอลเลือกควบคุมจังหวะด้วยการครองบอลมากขึ้น ขณะที่เชลซีจำเป็นต้องดันเกมสูงเพื่อหาประตูตีเสมอ

นาทีที่ 58 Christos Tzolis ได้รับใบเหลืองจากการโต้เถียงกับผู้ตัดสิน ก่อนที่ Maxence Lacroix จะได้รับใบเหลืองในนาทีเดียวกันจากการทำฟาวล์

Xabi Alonso เริ่มปรับทีมในนาทีที่ 60 โดยส่ง Malo Gusto ลงมาแทน Romeo Lavia พร้อมกับเปลี่ยน Pep Chavarria ลงแทน Jorrel Hato

นาทีที่ 61 Gusto ได้โอกาสยิงจากบริเวณขอบเขตโทษ แต่บอลเหินข้ามคาน ก่อนที่ Cole Palmer จะมีโอกาสสำคัญในนาทีที่ 63 จากการรับบอลภายในกรอบเขตโทษ แต่ยิงตรงตัว David Raya

อาร์เตตาปรับทีมรักษาความได้เปรียบ เชลซีเร่งเกมช่วงท้าย

นาทีที่ 67 Mikel Arteta เปลี่ยนสองตำแหน่งพร้อมกัน โดยส่ง Martin Zubimendi ลงแทน Myles Lewis-Skelly และ Piero Hincapie ลงแทน Riccardo Calafiori

อาร์เซนอลยังสร้างโอกาสต่อเนื่อง นาทีที่ 69 Havertz พาบอลผ่านผู้เล่นเชลซีสองคนก่อนยิงจากขอบเขตโทษ แต่ถูกบล็อกออกหลัง จากนั้นเจ้าบ้านได้ลูกเตะมุมต่อเนื่องในช่วงนาทีที่ 69-71 แต่แนวรับเชลซียังรับมือเอาไว้ได้

เชลซีตอบกลับด้วยการใช้บอลจากริมเส้น Pedro Neto พยายามเปิดบอลเข้าเขตโทษหลายครั้ง และในนาทีที่ 75 ทีมเยือนได้เตะมุม แต่แนวรับอาร์เซนอลสกัดออกมาได้

Arteta ขยับเปลี่ยนทีมอีกครั้งในนาทีที่ 77 โดยส่ง Mikel Merino ลงแทน Odegaard ผู้ทำประตูขึ้นนำ ก่อนที่นาทีที่ 78 Viktor Gyokeres จะลงมาแทน Havertz

เชลซีเพิ่มผู้เล่นเกมรุกในนาทีที่ 81 ด้วยการส่ง Estêvão ลงมาแทน Pedro Neto

นาทีที่ 83 Rogers ได้รับใบเหลืองจากการโต้เถียงกับผู้ตัดสิน ก่อนที่เชลซีจะพยายามกดดันอย่างต่อเนื่อง

รายาเซฟสำคัญช่วงท้าย อาร์เซนอลรักษาสกอร์จนจบ

นาทีที่ 86 เชลซีเริ่มครองบอลได้ต่อเนื่องและพยายามรอจังหวะเจาะแนวรับอาร์เซนอล ก่อนที่นาทีที่ 87 Danny Welbeck จะถูกส่งลงสนามแทน Morgan Rogers

เชลซีได้ฟรีคิกในพื้นที่อันตรายในนาทีที่ 88 และเกือบตีเสมอได้ในนาทีที่ 89 จากความสามารถเฉพาะตัวของ Estêvão ที่พาบอลขึ้นมาจนถึงขอบเขตโทษ ก่อนยิงไปทางมุมซ้ายบน

อย่างไรก็ตาม David Raya พุ่งปัดบอลออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เชลซีได้เพียงลูกเตะมุม

นาทีที่ 90 ทีมเยือนได้เตะมุมอีกครั้ง แต่แนวรับอาร์เซนอลสามารถสกัดบอลออกมาได้ ขณะเดียวกันเจ้าบ้านส่ง Noni Madueke ลงมาแทน Bukayo Saka

ผู้ตัดสินประกาศทดเวลาบาดเจ็บ 4 นาที อาร์เซนอลเลือกใช้การต่อบอลสั้นและรักษาการครองบอลเพื่อลดโอกาสที่เชลซีจะสร้างเกมบุก

นาทีที่ 90+5 Mikel Merino ได้รับใบเหลือง ก่อนที่ Chris Kavanagh จะเป่านกหวีดยุติการแข่งขัน

อาร์เซนอลจึงเป็นฝ่ายเอาชนะเชลซี 2-1 หลังพลิกสถานการณ์จากการตามหลังตั้งแต่นาทีที่ 2

สรุปผลการแข่งขัน

พรีเมียร์ลีก 2026/27 นัทที่ 3

อาร์เซนอล 2-1 เชลซี

ผู้ทำประตู

  • นาที 2 Morgan Rogers (เชลซี)
  • นาที 25 Kai Havertz (อาร์เซนอล)
  • นาที 50 Martin Odegaard (อาร์เซนอล)

ใบเหลือง

  • นาที 14 Joao Pedro (เชลซี)
  • นาที 45 Cole Palmer (เชลซี)
  • นาที 58 Christos Tzolis (อาร์เซนอล)
  • นาที 58 Maxence Lacroix (เชลซี)
  • นาที 83 Morgan Rogers (เชลซี)
  • นาที 90+5 Mikel Merino (อาร์เซนอล)

ใบแดง

  • อาร์เซนอล 0 – 0 เชลซี

ข้อมูลการแข่งขัน

  • ผู้ตัดสิน: Chris Kavanagh
  • สนามแข่งขัน: Emirates Stadium, London
  • ความจุสนาม: 60,704 คน
  • จำนวนผู้ชม: 60,240 คน

สถิติสำคัญ

  • การครองบอล: อาร์เซนอล 54% – 46% เชลซี
  • โอกาสยิง: อาร์เซนอล 16 – 13 เชลซี
  • ยิงตรงกรอบ: อาร์เซนอล 9 – 5 เชลซี
  • ใบเหลือง: อาร์เซนอล 2 – 4 เชลซี
  • ใบแดง: อาร์เซนอล 0 – 0 เชลซี
  • เตะมุม: อาร์เซนอล 5 – 3 เชลซี

ข้อมูลเพิ่มเติมหลังจบเกม อาร์เซนอลมี Expected Goals (xG) 2.05 ต่อ 0.39, สร้าง Big Chances 4 ต่อ 0 และจ่ายบอลสำเร็จ 390 จาก 461 ครั้ง คิดเป็น 85% ขณะที่เชลซีจ่ายบอลสำเร็จ 314 จาก 384 ครั้ง คิดเป็น 82%

บทสรุป

อาร์เซนอลต้องเจอกับสถานการณ์ยากตั้งแต่เริ่มเกมหลัง Morgan Rogers ยิงให้เชลซีนำตั้งแต่นาทีที่ 2 แต่เจ้าบ้านไม่เสียรูปเกมและค่อย ๆ สร้างแรงกดดันกลับมา แม้ประตูของ Riccardo Calafiori จะถูก VAR ยกเลิกจากจังหวะล้ำหน้า แต่ Kai Havertz สามารถยิงตีเสมอได้ในนาทีที่ 25 ก่อนที่ Martin Odegaard จะเป็นคนทำประตูสำคัญในนาทีที่ 50 ช่วยให้อาร์เซนอลพลิกขึ้นนำ

ตัวเลขหลังจบเกมสะท้อนความได้เปรียบของอาร์เซนอลค่อนข้างชัด เจ้าบ้านมี xG สูงกว่า 2.05 ต่อ 0.39, ยิงตรงกรอบมากกว่า 9 ต่อ 5 และสร้าง Big Chances ได้ 4 ครั้ง ขณะที่เชลซีไม่มี Big Chance แม้จะมีโอกาสยิงรวมถึง 13 ครั้ง จังหวะเซฟของ David Raya จาก Estêvão ในนาทีที่ 89 จึงเป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญที่ช่วยให้อาร์เซนอลรักษาสกอร์ได้จนจบเกม

ชัยชนะนัดนี้ทำให้อาร์เซนอลเก็บเพิ่มเป็น 9 คะแนนจาก 3 นัด ชนะรวดทั้งสามเกม และรั้งอันดับ 2 ของตารางพรีเมียร์ลีก 2026/27 ด้วยผลต่างประตูได้เสีย +5 เท่ากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เป็นรองจากจำนวนประตูที่ทำได้ ขณะที่เชลซีหยุดอยู่ที่ 6 คะแนนจาก 3 นัด หลังแพ้เป็นนัดแรกของฤดูกาล และรั้งอันดับ 4

อาร์เซนอลยังรักษาสถิติชนะ 100% และอยู่ในกลุ่มผู้นำร่วมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนเชลซียังเกาะกลุ่มบนของตาราง แต่มีคะแนนตามสองทีมนำอยู่ 3 คะแนน