29/06/2026

MongGame.com

เกาะติดทุกเกมฟุตบอล พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก กับมุมมองที่เหนือกว่า

โคลอมเบีย พบ โปรตุเกส เกมเดือดไร้สกอร์ VAR ริบประตูท้ายเกม ฟุตบอลโลก 2026

โคลอมเบียและโปรตุเกสจบเกมด้วยผลเสมอ 0-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2026 แม้ทั้งสองทีมมีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้ง โดยเฉพาะโคลอมเบียที่เกือบได้ประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บจาก ดาวินซอน ซานเชซ แต่ถูก VAR ริบคืนเพราะล้ำหน้า ขณะที่ ดีโอโก คอสตา กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของโปรตุเกสจากหลายจังหวะเซฟสำคัญ

โคลอมเบียและโปรตุเกสเปิดหน้าแลกกันตลอด 90 นาทีในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ก่อนจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 จากเกมที่มีจังหวะเข้าทำต่อเนื่องทั้งสองฝั่ง แต่จังหวะสุดท้ายยังขาดความเฉียบคม โดยเฉพาะโคลอมเบียที่มีโอกาสลุ้นหลายครั้งจาก หลุยส์ ดิอาซ, ฮาเมส โรดริเกซ, จอน กอร์โดบา และ จอห์น อาริอาส ส่วนโปรตุเกสตอบโต้ด้วยการขึ้นเกมจาก บรูโน แฟร์นันด์ส, ชูเอา เฟลิกซ์, คริสเตียโน โรนัลโด และ วิตินญา

ก่อนเกมนี้ ทั้งสองทีมถูกจับตามองในฐานะทีมที่มีคุณภาพเกมรุกสูง และรูปเกมก็ออกมาตามภาพนั้น แม้สุดท้ายไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่เกมเต็มไปด้วยจังหวะยิง, การบล็อกสำคัญ, การเซฟของผู้รักษาประตู และจุดเปลี่ยนช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อโคลอมเบียส่งบอลเข้าประตูได้จาก ดาวินซอน ซานเชซ แต่ถูก VAR ริบคืนเพราะมีจังหวะล้ำหน้าในช่วงบิลด์อัป ทำให้ประเด็น วิเคราะห์ก่อนเกม โคลอมเบีย พบ โปรตุเกส ฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่สะท้อนความสูสีของฟุตบอลระดับทัวร์นาเมนต์ได้ชัดเจน

โคลอมเบียเดินเกมบุกดุดัน แต่โปรตุเกสยังรับมือได้แน่น

ภาพรวมของเกมเป็นโคลอมเบียที่เริ่มต้นได้คึกคักกว่า โดยมีโอกาสตั้งแต่นาทีที่ 2 จากลูกยิงของ หลุยส์ ดิอาซ ที่ถูกบล็อก และลูกโหม่งของ จอน กอร์โดบา ที่ข้ามคานไปแบบได้ลุ้น จากนั้นโคลอมเบียยังเดินหน้ากดดันต่อเนื่องผ่านการเคลื่อนที่ของ ดิอาซ และการจ่ายบอลของ ฮาเมส โรดริเกซ แต่แนวรับโปรตุเกสยังยืนตำแหน่งได้ดี โดยเฉพาะจังหวะบล็อกในกรอบเขตโทษที่ช่วยลดอันตรายได้หลายครั้ง

โปรตุเกสไม่ได้เน้นครองเกมแบบฝ่ายเดียว แต่เลือกตอบโต้ด้วยคุณภาพของผู้เล่นแนวรุก บรูโน แฟร์นันด์ส มีโอกาสยิงไกลในนาทีที่ 12 ขณะที่ คริสเตียโน โรนัลโด ได้ลองยิงฟรีคิกในนาทีที่ 24 แต่ คามิโล วาร์กัส ยังเซฟไว้ได้ เกมจึงกลายเป็นการแลกกันด้วยจังหวะเข้าทำเร็วและการยิงจากระยะกลางมากกว่าการบุกแบบต่อเนื่องยาว ๆ

ดีโอโก คอสตา กับแนวรับโปรตุเกสคือจุดสำคัญของเกม

ผู้เล่นที่มีบทบาทเด่นที่สุดของโปรตุเกสคือ ดีโอโก คอสตา ผู้รักษาประตูที่ช่วยทีมไว้หลายจังหวะ โดยเฉพาะนาทีที่ 17 ซึ่ง จอน กอร์โดบา ได้ยิงจากการลากลุยเดี่ยว แต่ คอสตา ยังป้องกันไว้ได้ รวมถึงนาที 45 ที่ กุสตาโว ปวยร์ตา ได้ยิงจังหวะแรกจากระยะอันตราย แต่ยังไม่ผ่านมือผู้รักษาประตูโปรตุเกส

อีกจังหวะสำคัญเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาครึ่งแรก นาที 45+3 เมื่อ ฮาเมส โรดริเกซ ได้พื้นที่หน้าเขตโทษและซัดไปทางซ้ายของประตู แต่ คอสตา ยังพุ่งปัดด้วยสองมือได้อย่างยอดเยี่ยม จังหวะนี้มีน้ำหนักมากต่อรูปเกม เพราะหากโคลอมเบียขึ้นนำก่อนพักครึ่ง รูปแบบการแข่งขันหลังจากนั้นอาจเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ครึ่งหลังโปรตุเกสปรับทีมเร็ว โคลอมเบียเร่งเกมด้วยตัวสำรอง

เริ่มครึ่งหลัง โรแบร์โต มาร์ติเนซ แก้เกมทันทีด้วยการส่ง ดีโอโก ดาโลต์ ลงแทน ชูเอา กานเซโล และส่ง ชูเอา เนเวส ลงแทน รูเบน เนเวส เพื่อเพิ่มพลังงานในแดนกลางและความสดทางกราบขวา การเปลี่ยนตัวทำให้โปรตุเกสมีจังหวะขึ้นเกมที่กระชับขึ้น ขณะที่ ชูเอา เฟลิกซ์ มีโอกาสโหม่งในนาที 51 แต่บอลข้ามคานไป

ฝั่งโคลอมเบียตอบโต้ด้วยการปรับเกมในนาที 60 ส่ง หลุยส์ ซัวเรซ ลงแทน จอน กอร์โดบา และ ริชาร์ด ริออส ลงแทน เจฟเฟอร์สัน เลร์มา ก่อนที่เกมรุกจะเริ่มมีความหลากหลายขึ้น นาที 66 จอห์น อาริอาส ได้โอกาสทองระยะเผาขน แต่ ดีโอโก คอสตา ยังเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากนั้นโคลอมเบียยังสร้างแรงกดดันจากลูกเตะมุมและจังหวะยิงของ ฮาเมส, ซัวเรซ และ ริออส แต่ยังเปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้

VAR ริบประตูโคลอมเบีย ช่วงท้ายกลายเป็นจุดตัดสินเกม

ช่วงท้ายเกมเป็นช่วงที่ความกดดันสูงที่สุด โคลอมเบียพยายามเร่งเกมเพื่อหาประตูชัย ขณะที่โปรตุเกสยังมีจังหวะสวนจาก ราฟาเอล เลเอา และ บรูโน แฟร์นันด์ส นาที 86 กุสตาโว ปวยร์ตา ได้รับใบเหลืองจากจังหวะเข้าสกัด ก่อนที่เกมจะเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 5 นาที

นาที 90+1 โคลอมเบียส่งบอลเข้าประตูได้จาก ดาวินซอน ซานเชซ แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า จากนั้นผู้ตัดสิน อาลีเรซา ฟากานี ไปตรวจสอบ VAR และยืนยันว่าไม่เป็นประตู เนื่องจากมีจังหวะล้ำหน้าในช่วงขึ้นเกม จังหวะนี้กลายเป็นจุดตัดสินของเกมอย่างแท้จริง เพราะเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดของโคลอมเบียในการคว้าชัย ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบเกมในนาที 90+7

สรุปผลการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก 2026 รอบการแข่งขัน: แบ่งกลุ่ม
กลุ่ม: K

โคลอมเบีย 0-0 โปรตุเกส

ผู้ทำประตู

  • (ไม่มีข้อมูล)

ใบเหลือง

  • นาที 86 กุสตาโว ปวยร์ตา (โคลอมเบีย)

ใบแดง

  • (ไม่มีข้อมูล)

ข้อมูลการแข่งขัน

  • ผู้ตัดสิน: อาลีเรซา ฟากานี
  • จำนวนผู้ชม: 64,478 คน
  • สนามแข่งขัน: Miami Stadium

สถิติสำคัญ

  • การครองบอล: โคลอมเบีย 55% – 45% โปรตุเกส
  • โอกาสยิง: โคลอมเบีย 24 – 13 โปรตุเกส
  • ยิงตรงกรอบ: โคลอมเบีย 6 – 2 โปรตุเกส
  • ใบเหลือง: โคลอมเบีย 1 – 0 โปรตุเกส
  • ใบแดง: โคลอมเบีย 0 – 0 โปรตุเกส
  • เตะมุม: โคลอมเบีย 5 – 2 โปรตุเกส

บทสรุป

ผลเสมอ 0-0 ระหว่างโคลอมเบียกับโปรตุเกสไม่ใช่เกมที่ขาดความสนุก แต่เป็นเกมที่คุณภาพเกมรับและการตัดสินใจจังหวะสุดท้ายมีผลต่อสกอร์อย่างชัดเจน โคลอมเบียสร้างโอกาสได้มากพอจะหวังถึงชัยชนะ โดยเฉพาะจังหวะของ ฮาเมส โรดริเกซ, จอห์น อาริอาส และประตูที่ถูกริบในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่วนโปรตุเกสยังแสดงให้เห็นถึงความนิ่งในเกมรับและความสามารถของ ดีโอโก คอสตา ที่มีผลโดยตรงต่อการรักษาคลีนชีต

ผลการแข่งขันนี้ทำให้ทั้งสองทีมต้องมองไปยังโปรแกรมถัดไปด้วยความละเอียดมากขึ้น เพราะในฟุตบอลโลก 2026 ทุกแต้มมีผลต่อเส้นทางของทีม โดยเฉพาะในเกมที่สูสีและมีโอกาสตัดสินกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างจังหวะล้ำหน้า, การเซฟของผู้รักษาประตู หรือการป้องกันหน้าประตูเพียงครั้งเดียว เกมนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการแข่งขันที่สกอร์อาจไม่สูง แต่รายละเอียดในสนามมีน้ำหนักต่อภาพรวมของทัวร์นาเมนต์อย่างมาก